7 เมนูอาหารงานศพที่จัดเลี้ยงได้สะดวก

ตามประเพณีของชาวไทยพุทธที่เมื่อมีการจัดงานศพนั้นจะต้องมีการจัดเลี้ยงอาหารงานศพให้กับผู้ที่มาร่วมงานในทุกวันที่มีการจัดงานศพ โดยจะเลี้ยงอาหารในช่วงที่มีการสวดพระอภิธรรม รวมไปถึงการทำบุญให้กับผู้ตายในวาระต่างๆ โดยเมนูอาหารสำหรับการสวดพระอภิธรรมในช่วงเย็นนั้นจะเน้นไปที่เมนูอาหารซึ่งทานได้ง่าย รวดเร็ว สะดวก ซึ่งก็มีหลากหลายเมนูอาหารที่ได้รับความนิยม รับทำอาหารงานศพ ในบทความนี้จะมีแนะนำถึง 8 เมนูอาหารงานศพที่จัดเลี้ยงได้สะดวก 

  1. กระเพาะปลา 

หนึ่งในเมนูอาหารงานศพที่ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง และยาวนาน แทบจะเรียกได้ว่าเป็นเมนูอาหารที่ต้องมีในทุกการจัดงานศพ โดยเฉพาะงานศพของคนไทยเชื้อสายจีน สาเหตุที่เมนูกระเพาะปลาได้รับความนิยมนั้นคือเป็นเมนูที่ทานได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องมีใช้อุปกรณ์ในการทานมากนัก 

อีกทั้งยังเป็นเมนูที่ทางเจ้าภาพสามารถจัดทำได้ง่าย มีราคาไม่แพง ย่อยง่าย ไม่หนักท้องจนเกินไป และไม่ขัดกับความเชื่อในเรื่องอาหารต้องห้ามของงานศพ การเสิร์ฟกระเพาะปลาในงานศพนั้นจะนิยมเสิร์ฟใส่ถ้วยพร้อมทานให้กับผู้ที่มาร่วมงาน อาจจะมี หรือไม่มีเครื่องปรุงเพิ่มเติมก็ได้ ซึ่งผู้มาร่วมงานสามารถทานได้ง่าย และเจ้าภาพก็จัดการได้ง่ายด้วย 

  1. ข้าวต้ม 

ข้าวต้มประเภทต่างๆ นั้นเรียกได้ว่าเป็นอาหารงานศพที่ได้รับความนิยมควบคู่มากับกระเพาะปลาเลยทีเดียว เนื่องจากข้าวต้มนั้นเป็นอาหารที่ผู้มาร่วมงานทานได้ง่าย ไม่หนักท้องจนเกินไป และทางเจ้าภาพยังสามารถจัดเตรียมได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ราคาไม่แพง ซึ่งด้วยเหตุผลต่างๆ เหล่านี้ทำให้เมนูข้าวต้มประเภทต่างๆ ได้รับความนิยมในการใช้เป็นอาหารงานศพนั่นเอง 

การจัดเลี้ยงด้วยข้าวต้มในงานศพนั้นนิยมจะจัดเลี้ยงเป็นข้าวต้มเครื่อง คือมีทุกอย่างมาให้ในถ้วยแล้ว สามารถทานได้ทันที ส่วนเนื้อสัตว์ที่ใช้นั้นสามารถใช้เนื้อสัตว์ได้อย่างหลากหลายขึ้นอยู่กับความสะดวกของเจ้าภาพ วิธีการเสิร์ฟก็จะคล้ายกับการเสิร์ฟกระเพาะปลา โดยจะเสิร์ฟมาในถ้วยพร้อมทาน 

  1. เกี๊ยวน้ำ 

เมนูเกี๊ยวน้ำก็จัดว่าเป็นอีกหนึ่งเมนูที่พบเห็นได้บ่อยในการสวดพระอภิธรรมศพ ด้วยหลักการเดียวกันกับอาหารงานศพยอดนิยมอย่างเช่นข้าวต้ม หรือกระเพาะปลา คือเป็นอาหารที่ผู้มาร่วมงานสามารถทานได้ง่าย ไม่หนักท้อง อีกทั้งยังมีรสชาติที่กลมกล่อม เหมาะสำหรับเป็นอาหารรองท้องในช่วงหัวค่ำได้เป็นอย่างดี และยังเป็นอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ทำให้มั่นใจได้ในเรื่องของความสะอาดได้เป็นอย่างดี 

ซึ่งประเภทของเกี๊ยวน้ำที่นิยมนำมาเสิร์ฟเป็นอาหารงานศพนั้นส่วนมากจะเป็นเกี๊ยวน้ำไส้หมูสับ อาจจะมีการเพิ่มหมูแดง หรือเนื้อปูโรยหน้ามาด้วยก็ได้ หรือบางครั้งเจ้าภาพก็อาจจะเสิร์ฟเป็นเกี๊ยวน้ำไส้กุ้งแทนการเสิร์ฟเกี๊ยวน้ำไส้หมู ซึ่งการเสิร์ฟเกี๊ยวน้ำไส้ต่างๆ นั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของเจ้าภาพ และความเหมาะสมนั่นเอง

  1. ข้าวผัด 

ข้าวผัดนั้นจัดว่าเป็นอาหารงานศพอีกหนึ่งประเภทที่ได้รับความนิยมมากขึ้นมาเรื่อยๆ เพราะว่าบางครั้งนั้นผู้ที่มาร่วมงานอาจจะยังไม่ได้ทานอาหารเย็น ซึ่งเมนูข้าวผัดจะเป็นเมนูอาหารที่สร้างความอิ่มท้องให้กับผู้ที่มาร่วมงานได้เป็นอย่างดี โดยข้าวผัดนั้นก็จัดว่าเป็นอาหารอีกหนึ่งประเภทที่สามารถทำได้ง่าย มีความหลากหลาย และยังมีทานได้สะดวกอีกด้วย 

โดยเมนูข้าวผัดที่นิยมเสิร์ฟให้กับผู้ที่มาร่วมงานนั้นจะเป็นข้าวผัดกับเนื้อสัตว์ประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าวผัดหมู ข้าวผัดไก่ ข้าวผัดกุ้ง ข้าวผัดปู ซึ่งในปัจจุบันนิยมเสิร์ฟใส่กล่องให้กับผู้ที่มาร่วมงาน ถ้าผู้ที่มาร่วมงานยังไม่ต้องการทานในขณะนั้นก็สามารถนำกลับไปทานที่บ้านได้นั่นเอง

  1. ก๋วยจั๊บ 

ถึงแม้ว่าก๋วยจั๊บจะเป็นเมนูอาหารประเภทเส้น ซึ่งตามความเชื่อนั้นเป็นประเภทอาหารที่ไม่เหมาะสมกับการใช้เป็นอาหารงานศพ เนื่องจากจะทำให้ผู้ตายยังมีความผูกพันกับผู้ที่มีชีวิตอยู่เหมือนกับความยาวของเส้นก๋วยเตี๋ยว แต่สำหรับก๋วยจั๊บแล้วนั้นได้รับการยกเว้นเนื่องจากเป็นเมนูประเภทเส้นที่ได้ตัดเรียบร้อยแล้ว ไม่ได้เป็นเส้นยาว ตามความเชื่อคือถ้าอาหารเส้นได้รับการตัดเรียบร้อยแล้ว จะไม่ส่งผลถึงผู้ตายในเรื่องความผูกพันนั่นเอง 

ซึ่งเมนูชนิดนี้ได้รับความนิยมสำหรับการใช้เป็นอาหารงานศพด้วยหลักการเดียวกับอาหารงานศพเมนูอื่นๆ ที่ได้รับความนิยมอย่างเช่น ข้าวต้ม เกี๊ยวน้ำ หรือกระเพาะปลา เพราะว่าเป็นเมนูอาหารที่ทางเจ้าภาพสามารถจัดเตรียมได้ง่าย เป็นอาหารปรุงสุกใหม่ มีความสะอาด อีกทั้งผู้ที่มาร่วมงานก็ทานได้ง่าย ไม่ต้องใช้อุปกรณ์มากมาในการทาน โดยการเสิร์ฟก็จะตักใส่ถ้วยพร้อมทาน 

  1. Snack Box 

Snack Box นั้นจัดว่าเป็นอาหารงานศพที่ทางเจ้าภาพ และผู้ที่มาร่วมงานจะได้รับความสะดวกมากที่สุด ซึ่งตัวของ Snack Box จะเป็นขนมประเภทต่างๆ ประมาณ 1 – 3 ชิ้น พร้อมเครื่องดื่ม ซึ่งจะถูกจัดมาภายในกล่องอย่างเรียบร้อย ทำให้ทางเจ้าภาพมีความสะดวกในการจัดเตรียม เนื่องจาก Snack Box ส่วนมากนั้นจะเป็นการว่าจ้างให้ร้านขนมต่างๆ เป็นผู้ทำให้นั่นเอง ส่วนผู้ร่วมงานก็สามารถทานได้ง่าย หรือจะนำกลับไปทานที่บ้านก็ได้ 

ข้อดีอีกหนึ่งอย่างของ Snack Box ก็คือ เรื่องของความหลากหลายนั่นเอง เพราะว่าในหนึ่งกล่องของ Snack Box นั้นจะมีขนมประมาณ 2 ชนิด พร้อมเครื่องดื่มอย่างเช่นน้ำผลไม้ หรือนม และในการสั่ง Snack Box สำหรับใช้เป็นอาหารงานศพนั้นเจ้าภาพสามารถสั่งขนมหลายๆ อย่างได้โดยจะเป็นการคละกันไป ทำให้มีขนมที่หลากหลายในการเลี้ยงผู้ที่มาร่วมงานนั่นเอง  

แต่สิ่งที่ทางเจ้าภาพจำเป็นต้องคำนึงถึงในการสั่ง Snack Box สำหรับใช้เป็นอาหารงานศพนั่นก็คือต้องสั่งล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน เพื่อที่จะให้ทางร้านได้มีเวลาจัดเตรียมนั่นเอง โดยผู้ให้บริการ Snack Box ในปัจจุบันนั้นมีอยู่มากมาย เรียกได้ว่าร้านขนมทุกร้านสามารถจัดทำ Snack Box ได้ทั้งนั้น ซึ่งทางเจ้าภาพควรเลือกร้านขนมที่ชื่นชอบ มีราคาที่เหมาะสม และไว้ใจได้ในเรื่องของคุณภาพมาเป็นผู้จัดเตรียม Snack Box สำหรับเป็นอาหารงานศพ 

  1. อาหารบุฟเฟต์ 

การเสิร์ฟอาหารแบบบุฟเฟต์เพื่อใช้เป็นอาหารงานศพนั้น เป็นรูปแบบการจัดเลี้ยงที่นิยมใช้กับการสวดพระอภิธรรมศพในช่วงกลางวันของที่จะมีพิธีวันเผาศพ ซึ่งจะมีการสวดพระอภิธรรมในเวลาเพล หรือใช้สำหรับการเสิร์ฟอาหารให้กับงานศพที่มีผู้มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก และเจ้าภาพไม่สามารถประมาณจำนวนของผู้ที่มาร่วมงานได้อย่างชัดเจน เนื่องจากอาหารในรูแบบบุฟเฟต์จะเป็นการให้ผู้ที่มาร่วมงานบริการตัวเอง ลดภาระของเจ้าภาพลงไปได้เป็นอย่างมาก 

สแน็คบ็อก

โดยการจัดเลี้ยงแบบบุฟเฟต์ในงานศพนั้นก็จะไม่แตกต่างกับการจัดเลี้ยงในรูปแบบนี้สำหรับการจัดงานในรูปแบบอื่นๆ แต่เมนูอาหารอาจจะยกเว้นอาหารตามความเชื่อว่าเป็นอาหารที่ไม่เหมาะสมกับงานศพ อย่างเช่นอาหารจำพวกเส้น ไม่ว่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน ราดหน้า ถ้าขนมหวานก็จะไม่นิยมใช้อาหารในตระกูลทอง ไม่ว่าจะเป็นทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง 

ความเชื่อในเรื่องอาหารต้องห้ามประเภทต่างๆ ในงานศพนั้น มีพื้นฐานมาจากความเชื่อที่ว่าอาหารเหล่านี้จะทำให้ผู้ตายยังรู้สึกผูกพันกับผู้ที่ยังอยู่ ไม่ไปสู่สุคติ รวมไปถึงอาหารที่รองด้วยใบตอง เนื่องจากใบตองนั้นในสมัยโบราณใช้รองศพ ทำให้มีความเชื่อว่าอาหารที่รองด้วยใบตองนั้นไม่เหมาะสำหรับการนำมาเป็นอาหารงานศพนั่นเอง 

จากบทความนี้จะเห็นได้ว่าอาหารงานศพเมนูต่างๆ ที่ได้รับความนิยมนั้นจะเป็นอาหารที่สามารถทานได้สะดวก รองท้องได้ดี ซึ่งจะมีทั้งประเภทที่สำหรับรองท้อง หรือเพื่อความอิ่มท้องก็ได้ โดยการจัดเตรียมอาหารเมนูต่างๆ นั้นทางเจ้าภาพจำเป็นต้องคำนึงถึงความเหมาะสมในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประเภทของอาหาร ความเชื่อ จำนวนของผู้ที่มาร่วมงาน รวมไปถึงค่าใช้จ่ายสำหรับการจัดเลี้ยงอาหารในแต่ละมื้อ สำหรับการจัดเลี้ยงอาหารงานศพให้ได้รับความสะดวกมากที่สุดนั้น สามารถเลือกดูเมนูต่างๆ ได้จาก “7 เมนูอาหารงานศพที่จัดเลี้ยงได้สะดวก” เพื่อนำไปเป็นแนวทาง หรือนำไปปรับใช้ตามความเหมาะสมได้ 

แอร์ ทำงานอย่างไร

เป็นที่รู้กันว่าประเทศไทยเราเป็นประเทศเมืองร้อน ลักษณะภูมิอากาศแห้ง ร้อนชื้น อบอ้าว ยิ่งเมื่อตอนหมดหน้าหนาวย่างเข้าเดือนมีนาคม ลมหนาวหมดไปลมร้อนเข้ามาแทนที่ หลาย ๆ คนเริ่มมองหาตัวช่วยในการปรับสภาพอากาศให้หายคลายร้อน บางคนงบน้อยก็พี่งพัดลม มีตังค์มากหน่อยก็จัดหาเครื่องปรับอากาศ ซึ่งเครื่องปรับอากาศในบ้านเราก็มีหลายขนาดหลายยี่ห้อ แตกต่างกันไป วันนี้เรามาทำความรู้จักเครื่องปรับอากาศกันว่า มีหลักการทำงานอย่างไร มีอะไรที่น่าสนใจและควรต้องรู้บ้างมาติดตามดูกัน

เครื่องปรับอากาศคืออะไร

เครื่องปรับอากาศ หรือแอร์ เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่ใช้ในการปรับอุณหภูมิให้กับภายในห้องที่ต้องการให้เย็นลง และคงที่ ซึ่งจริงๆ แล้วเครืองปรับอากาศจะไม่ได้มีเฉพาะทำความเย็นอย่างเดียว ในต่างประเทศที่มีอากาศหนาวอยู่แล้วก็จะใช้อีกชนิดหนึ่งนั่นคือ เครื่องทำความร้อน (Heater) แทน

ส่วนประกอบของเครื่องปรับอากาศ (แอร์)

1.คอมเพรสเซอร์ (Compressor) เป็นอุปกรณ์ชิ้นแรกของเครื่องปรับอากาศ มีหน้าที่ในการเคลื่อนสารทำความเย็น หรือน้ำยาแอร์ ทำให้สารทำความเย็นมีคุณหภูมิและความดันสูงขึ้น

2.คอยล์ร้อน (Condenser) เป็นอุปกรณ์ที่จะติดตั้งภายนอก ทำหน้าที่ในการระบายความร้อนจากสารทำความเย็นออก

3.คอยล์เย็น (Evaporator) เป็นอุปกรณ์ที่ติดตังอยู่ภายใน ทำหน้าที่ในการดูดซับความร้อนจากภายในให้เข้าไปสู่สารทำความเย็น

4.อุปกรณ์ลดความดัน (Throttling Device) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการลดความดันและอุณหภูมิของสารทำความเย็น

หลักการทำงานของแอร์

1.เริ่มต้นโดยคอมเพรสเซอร์ทำหน้าที่ดูดและอัดสารทำความเย็นเพื่อเพิ่มความดันและอุณหภูมิของน้ำยา แล้วส่งต่อเข้าคอยล์ร้อน 

2.น้ำยาจะไหลวนผ่านแผงคอยล์ร้อนโดยมีพัดลมเป่าเพื่อช่วยระบายความร้อน ทำให้น้ำยาจะที่ออกจากคอยล์ร้อนมีอุณหภูมิลดลง (ความดันคงที่) จากนั้นจะถูกส่งต่อให้อุปกรณ์ลดความดัน  

3.น้ำยาที่ไหลผ่านอุปกรณ์ลดความดันจะมีความดันและอุณหภูมิที่ต่ำมาก แล้วไหลเข้าสู่คอยล์เย็น (หรือที่นิยมเรียกกันว่า การฉีดน้ำยา)  

4.จากนั้นน้ำยาจะไหลวนผ่านแผงคอยล์เย็นโดยมีพัดลมเป่าเพื่อช่วยดูดซับความร้อนจากภายในห้อง เพื่อทำให้อุณหภูมิห้องลดลง ซึ่งทำให้น้ำยาที่ออกจากคอยล์เย็นมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น (ความดันคงที่) จากนั้นจะถูกส่งกลับเข้าคอมเพรสเซอร์เพื่อทำการหมุนเวียนน้ำยาต่อไป

ประเภทของเครื่องปรับอากาศ

1. แอร์ติดผนัง (Wall Type)

เป็นเครื่องปรับอากาศที่พบเห็นได้บ่อยที่สุด เพราะเป็นเครื่องปรับอากาศที่สามารถติดตั้งได้ง่าย บำรุงรักษา-ซ่อมได้ง่าย มีหลากหลายฟังก์ชั่นให้ใช้งาน มีความเงียบ แต่อาจจะไม่เหมาะสำหรับการใช้งานหนัก และไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ โดยมักจะมี BTU อยู่ที่ 9,000 BTU จนถึง 20,000 BTU เลยทีเดียว

2. แอร์แบบตั้งพื้นหรือแขวน ( Ceiling / Floor Type)

เป็นแอร์ที่ใช้งานคล้ายๆ กับเครื่องปรับอากาศแบบติดผนัง แต่ชนิดนี้จะวางไว้กับพื้น ที่ห้อยแขวนไว้บนผนัง ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ สำหรับการติดตั้งบนพื้นควรจะคำนึงถึงการกระจายความเย็นด้วย ถ้าหากวางไว้ในตำแหน่งที่ไม่ดี ก็จะไม่สามารถกระจายความเย็นได้ทั่วถึง

3. แอร์แบบฝังติดเพดาน

เครื่องปรับอากาศชนิดนี้ จะเป็นเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ ราคาค่อนข้างสูง มีการติดตั้งที่ซับซ้อน  แต่จุดเด่นของเครื่องปรับอากาศชนิดนี้คือ จะมองไม่เห็นตัวเครื่องปรับอากาศโผล่ออกมาด้านนอก ทำให้ไม่เปลืองพื้นที่ นอกจากจะใช้ภายในบ้านแล้ว ห้างสรรพสินค้า โรงแรม ก็ใช้งานเช่นกันเพราะเครื่องปรับอากาศชนิดนี้สามารถกระจายความเย็นได้ทั่วถึง

4. ระบบปรับอากาศในอาคาร (HVAC)

เป็นระบบในการปรับอากาศขนาดใหญ่กว่าการติดตั้งแอร์บ้างทั่วไป โดยระบบนี้จะมีเครืองทำความเย็นและส่งและระบายลมออกผ่าน ท่อลม ซึ่งระบบนี้มักจะใช้ในพื้นที่ขนาดใหญ่ เช่น ห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน ขนาดใหญ่

5. แอร์แบบตู้ตั้งพื้น (Package Type)

เครื่องปรับอากาศชนิดนี้จะมีลักษณะเป็นตู้สี่เหลี่ยม ไม่ค่อยนิยมใช้งานภายในบ้าน เพราะตัวตู้มีขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนพื้น ซึ่งเครื่องปรับอากาศชนิดนี้จะเหมาะใช้ในพื้นที่มีขนาดใหญ่ เช่น ห้องประชุม สนามบิน

6. แอร์แบบเคลื่อนที่ (Movable Type)

เครื่องปรับอากาศชนิดนี้จะเริ่มพบเห็นได้บ่อย เพราะมีขนาดเล็ก และยังเคลื่อนที่ได้อีกด้วย แต่แอร์ชนิดนี้มีขนาด BTU ที่ต่ำ จึงไม่เหมาะกับห้องที่มีขนาดใหญ่

7. แอร์แบบหน้าต่าง

เป็นเครื่องปรับอากาศชนิดที่พบเห็นได้ยากในปัจจุบัน มีลักษณะเป็นตู้สี่เหลี่ยม ไม่จำเป็นต้องใช้คอมเพรสเซอร์ ใช้ติดตั้งในพื้นที่จำกัดได้ดี  แต่จะปรับอุณหภูมิและกระจายความเย็นได้ไม่ดี และมีเสียงดังในระหว่างการทำงาน

BTU คืออะไร

BTU ย่อมาจาก British Thermal Unit เป็นหน่วยที่ใช้ปริมาณความร้อนที่ใช้ในระบบเครื่องเย็นและเครื่องปรับอากาศ โดยความร้อน 1 BTU คือ ปริมาณความร้อนที่ทำให้น้ำ 1 ปอนด์ (0.45 กิโลกรัม) มีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นหรือลดลง 1 องศาฟาเรนไฮด์ (0.56 องศาเซลเซียส)หน่วยที่นิยมใช้สำหรับหาปริมาณความร้อนของระบบเครื่องทำความเย็นนั้นคือ ตัน (TON) คำว่า “1 ตันความเย็น” นั้นหมายถึงปริมาณความร้อนที่ใช้ในการละลายน้ำแข็ง 1 ตัน (2,000 ปอนด์) ในเวลา 24 ชม. หรือเท่ากับ 12,000 บีทียูต่อชั่วโมง ซึ่งสำหรับเครื่องปรับอากาศนั้นจะวัดกำลังความเย็นหรือความสามารถในการดึงความร้อน (ถ่ายเทความร้อน) ออกจากห้องปรับอากาศในหน่วยบีทียูต่อชั่วโมง (BTU/hr) ซึ่งเทียบเท่ากับหน่วยวัตต์ในระบบสากล

เปรียบเทียบการทำความเย็นระหว่างหน่วยตัน (Ton) กับบีทียู (BTU)

1 ton =12000 btu

1.5 ton = 18000 btu

2 ton = 24000 btu

2.5 ton = 30000 btu

3 ton = 36000 btu

BTU ยิ่งตัวเลขมาก ความสามารถในการสร้างความเย็นได้มาก และทำความเย็นได้ในพื้นที่ขนาดใหญ่ แต่ยิ่งมี BTU มากก็จะทำให้แอร์ใช้ไฟมากขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง ก่อนจะซื้อแอร์ควรเลือกแอร์ที่มีขนาด BTU ที่เหมาะสมกับขนาดของตัวห้อง

  • ห้องเล็กแต่เลือกแอร์ BTU ใหญ่เกินไป จะทำให้เสียเงินซื้อแอร์แพงเกินความจำเป็น ค่าติดตั้งแพง ค่าไฟแพงโดยเปล่าประโยชน์
  • ห้องใหญ่แต่เลือกแอร์ BTU เล็กเกินไป จะทำให้ห้องไม่เย็น เปลืองไฟ และแอร์ทำงานหนักจนพังได้ง่าย

ถ้าเป็นห้องที่ต้องเจอกับแสงแดดก็จะต้องเลือกแอร์ที่มีขนาด BTU มากกว่าปกติ  แอร์สำหรับร้านอาหารหรือคนที่ติดตั้งแอร์ในห้องครัว ที่มีความร้อนจากการประกอบอาหารก็จะต้องใช้แอร์ที่มีขนาด BTU ที่ใหญ่กว่าปกติด้วยเช่นเดียวกัน

ทำไมต้องเลือก BTU แอร์ ให้พอเหมาะกับขนาดของห้อง

ถ้าเลือก BTU สูงไป คอมเพรสเซอร์จะทำงานตัดบ่อยเกินไป ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดน้อยลง ทำให้ความชื้นในห้องสูง ไม่สบายตัวและที่สำคัญราคาแพงและสิ้นเปลืองพลังงาน

ถ้าเลือก BTU ต่ำไป คอมเพรสเซอร์จะทำงานตลอดเวลา เพราะความเย็นห้องไม่ได้ตามอุณหภูมิที่ตั้งไว้ อาจจะสิ้นเปลืองพลังงานมากกว่าเลือกบีทียูที่พอดีกับห้อง และทำให้อายุการใช้งานของเครื่องสั้นลง มีโอกาสเสียเร็วมากขึ้น รวมถึงทางแบรนด์ผู้ผลิต โรงงาน ศูนย์บริการ ในฐานะเจ้าของผลิตภัณฑ์อาจจะไม่ได้รับประกันในตัวสินค้า กรณีตัวสินค้ามีปัญหา เนื่องจากการใช้งานผิด สเปค ผิดประเภท หรือผิดขนาด

สรุปก็คือ การเลือกขนาด BTU ของแอร์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ของห้อง จะช่วยให้แอร์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ไม่สิ้นเปลืองพลังงาน และประหยัดค่าใช้จ่ายของคุณได้

เทคนิคการดูแลรักษาแอร์

1.  หมั่นถอดล้างแผ่นกรองอากาศ

แผ่นกรองอากาศหรือฟิลเตอร์แอร์ เป็นชิ้นส่วนสำคัญที่คอยทำหน้าที่ดักจับฝุ่นละอองในอากาศไม่ให้เข้าไปถึงคอยล์เย็น หากไม่ทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอจะเกิดการสะสมอุดตันของฝุ่นและสิ่งสกปรกต่างๆ ส่งผลให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักและไม่เย็นเท่าที่ควร หรืออาจทำให้มีน้ำแข็งเกาะที่คอยล์เย็น และมีน้ำหยดจากตัวเครื่อง ฟิลเตอร์มีลักษณะเป็นแผ่นตะแกรงที่มักทำจากใยสังเคราะห์และมีโครงเป็นพลาสติก อยู่ใต้บริเวณหน้ากากหรือฝาหน้าของแอร์

2. ทำความสะอาดแผงคอยล์เย็น

แผงคอยล์เย็น มีลักษณะเป็นท่อที่ขดไปมาตามความยาวของเครื่องปรับอากาศ ซึ่งจะถูกห่อหุ้มไว้ด้วยแผ่นครีบอะลูมิเนียมบางๆ เป็นซี่ถี่ ทำหน้าที่เป็นตัวสร้างความเย็น โดยภายในจะมีสารทำความเย็นไหลเวียนอยู่ ทำงานร่วมกับพัดลมในการรับและส่งลมเย็นเข้าสู่ห้อง

เมื่อถอดหน้ากากของเครื่องออกจะเห็นแผงคอยล์เย็นได้ทันที บางรุ่นอาจอยู่บริเวณใต้ฟิลเตอร์ และจะสังเกตได้ถึงฝุ่นผงขนาดเล็กที่สามารถลอดผ่านฟิลเตอร์เข้ามา ซึ่งเมื่อนานไปจะจับตัวหนาขึ้นจนอากาศไม่สามารถผ่านเข้าไปได้ ทำให้ประสิทธิภาพของระบบทำความเย็นลดลงได้เช่นเดียวกับปัญหาฟิลเตอร์ตัน

3. กำจัดฝุ่นบริเวณใบพัดลมคอยล์เย็น

ใบพัดลมคอยล์เย็นหรือ โบลเวอร์ คือบริเวณที่มีลมเย็นออกมา มีลักษณะเป็นช่องๆ เรียงตัวตามแนวยาว ทำหน้าที่ช่วยให้เกิดการไหลเวียนของลม บริเวณนี้มักจะมีฝุ่นผงมาเกาะตัว ส่งผลให้ร่องดักลมของใบพัดอุดตัน ส่งลมเย็นออกไปได้น้อยลง ทำให้ต้องใช้เวลานานขึ้นในการทำความเย็น และเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เครื่องปรับอากาศกินไฟมากขึ้น นอกจากนี้ฝุ่นหนาที่จับตัวอาจทำให้ใบพัดมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นและเสียสมดุลจนเกิดเสียงดังขณะเครื่องทำงานได้

4. ล้างถาดรองรับน้ำทิ้งและตรวจสอบท่อน้ำทิ้ง

นอกจากแผงคอยล์เย็นและใบพัดลมคอยล์เย็น ถาดรองรับน้ำและท่อน้ำทิ้งก็เป็นอีกส่วนที่ควรได้รับการดูแลไปพร้อมกัน เพราะเป็นบริเวณที่น้ำที่เกิดจากการกลั่นตัวของไอน้ำไหลไปรวมกัน ซึ่งนานวันอาจเกิดเป็นเมือกและเป็นแหล่งสะสมของเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียต่างๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพของคนในบ้านได้

5. หมั่นเช็ดทำความสะอาดบริเวณโครงเครื่อง หน้ากากรับลม และหน้ากากจ่ายลม

ตัวเครื่องปรับอากาศบริเวณที่เป็นโครงสร้างหรือพื้นผิวภายนอกนั้นควรมีการทำความสะอาดหรือใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดถูเป็นประจำ หรือจะถอดออกมาล้างก็ได้

6. ดูแลบริเวณชุดคอยล์ร้อนอย่าให้มีสิ่งกีดขวาง

ไม่ใช่แค่ชุดคอยล์เย็นเท่านั้นที่ต้องหมั่นดูแล ชุดคอยล์ร้อนที่อยู่บริเวณนอกบ้านเป็นอีกส่วนที่ไม่ควรละเลยเช่นกัน เพราะฝุ่นและสิ่งสกปรกต่างๆ อาจเข้าไปอุดตันหรือขัดขวางช่องทางระบายลมร้อนและส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องปรับอากาศ ทำให้เย็นน้อยลงหรือกินไฟมากกว่าปกติ

7. เปิดใช้งานเครื่องปรับอากาศเป็นระยะ

แม้จะเป็นช่วงฤดูหนาวที่อากาศไม่ร้อนหรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน ก็ควรคอยเปิดใช้งานเป็นระยะๆ เพื่อให้แน่ใจว่าตัวเครื่องยังทำงานเป็นปกติ และเพื่อป้องกันแมลงหรือสัตว์เล็กเข้าไปทำรัง ซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานของเครื่องและนำมาซึ่งกลิ่นอับหรือกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้

8. ลดภาระของเครื่องปรับอากาศให้มากที่สุด

ระหว่างเปิดใช้งานควรตรวจสอบหน้าต่างและประตูให้ปิดสนิท และไม่ควรใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานความร้อนซึ่งจะส่งผลให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อลดอุณหภูมิห้อง เช่น ไมโครเวฟ เตาอบ หม้อหุงข้าว เป็นต้น

แอร์เป็นเครื่องใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใกล้ตัวมาก ทุกวันนี้ไม่ว่าจะไปสถานที่ใดก็จะพบว่ามีการติดตั้งใช้งานกัน เนื่องจากปัจจุบันราคาถูกลง หาซื้อได้ง่าย มีหลายยี่ห้อหลายแบบให้เลือก แต่น้อยคนนักที่จะรู้เรื่องแอร์ว่ามีหลักการทำงานอย่างไร การเลือกแอร์ที่จะนำมาใช้งานนั้นควรพิจารณาอย่างไร รวมทั้งวิธีการดูแลรักษานั้นควรจะทำอย่างไร ซึ่งบทความนี้หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านไม่มากก็น้อยในเรื่องสำคัญ ๆ ที่นำมาฝากกัน ซึ่งจะได้นำไปใช้งานต่อไป

BTU แอร์ คืออะไร

เครื่องปรับอากาศหรือแอร์ทุกวันนี้ถือได้ว่าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน ซึ่งปัจจุบันประชาชนก็นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย การเลือกซื้อเพื่อให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่าสูงสุดจึงมีความจำเป็นอย่างมาก การเลือกจำนวนบีทียูให้เหมาะสมกับขนาดของห้องคือหนึ่งในข้อพิจารณาการเลือกซื้อ บีทียูและขนาดของห้องจะต้องมีความสัมพันธ์กัน กล่าวคือ ถ้าห้องที่ต้องการจะติดตั้งนั้นไม่ใหญ่มาก บีทียูที่ใช้อาจจะไม่ต้องสูงมาก เพราะถ้าใช้บีทียูที่สูงจนเกินไปก็จะทำให้สิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ อย่าลืมว่า แอร์ราคาจะสูงตามจำนวนบีทียู แต่ถ้าห้องที่ใช้นั้นกว้างใหญ่ ก็จะต้องเลือกซื้อแอร์ที่มีจำนวนบีทียูมากขึ้นเช่นกัน เพราะมิเช่นนั้นแล้ว จะทำให้แอร์นั้นทำงานหนักจนเกินไปจนทำให้แอร์นั้นชำรุดได้ง่าย  ซึ่งหลายคนอาจจะได้ยินคำว่าบีทียูอยู่บ่อย ๆ วันนี้เราทำความรู้จักกับคำว่า BTU ว่าคืออะไรกัน

BTU ย่อมาจาก British Thermal Unit เป็นหน่วยที่ใช้ปริมาณความร้อนที่ใช้ในระบบเครื่องเย็นและเครื่องปรับอากาศ โดยความร้อน 1 BTU คือ ปริมาณความร้อนที่ทำให้น้ำ 1 ปอนด์ (0.45 กิโลกรัม) มีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นหรือลดลง 1 องศาฟาเรนไฮด์ (0.56 องศาเซลเซียส)หน่วยที่นิยมใช้สำหรับหาปริมาณความร้อนของระบบเครื่องทำความเย็นนั้นคือ ตัน (TON) คำว่า “1 ตันความเย็น” นั้นหมายถึงปริมาณความร้อนที่ใช้ในการละลายน้ำแข็ง 1 ตัน (2,000 ปอนด์) ในเวลา 24 ชม. หรือเท่ากับ 12,000 บีทียูต่อชั่วโมง ซึ่งสำหรับเครื่องปรับอากาศนั้นจะวัดกำลังความเย็นหรือความสามารถในการดึงความร้อน (ถ่ายเทความร้อน) ออกจากห้องปรับอากาศในหน่วยบีทียูต่อชั่วโมง (BTU/hr) ซึ่งเทียบเท่ากับหน่วยวัตต์ในระบบสากล

เปรียบเทียบการทำความเย็นระหว่างหน่วยตัน (Ton) กับบีทียู (BTU)

1 ton =12000 btu

1.5 ton = 18000 btu

2 ton = 24000 btu

2.5 ton = 30000 btu

3 ton = 36000 btu

BTU, BTUH และ BTU/H นั้น ต่างกันอย่างไร

BTU เป็นปริมาณความร้อนเท่านั้น เปรียบเทียบง่าย ๆ คงเหมือนกับปริมาณน้ำ

BTU/H และ BTUH นั้นเหมือนอัตราการทำความเย็น เปรียบเทียบง่าย ๆ คงเหมือนกับอัตการไหลของน้ำนั่นเอง  แต่เพื่อความง่ายและความสะดวกเราจะใช้แค่ BTU เท่านั้น

BTU ยิ่งตัวเลขมาก ความสามารถในการสร้างความเย็นได้มาก และทำความเย็นได้ในพื้นที่ขนาดใหญ่ แต่ยิ่งมี BTU มากก็จะทำให้แอร์ใช้ไฟมากขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง ก่อนจะซื้อแอร์ควรเลือกแอร์ที่มีขนาด BTU ที่เหมาะสมกับขนาดของตัวห้อง

  • ห้องเล็กแต่เลือกแอร์ BTU ใหญ่เกินไป จะทำให้เสียเงินซื้อแอร์แพงเกินความจำเป็น ค่าติดตั้งแพง ค่าไฟแพงโดยเปล่าประโยชน์
  • ห้องใหญ่แต่เลือกแอร์ BTU เล็กเกินไป จะทำให้ห้องไม่เย็น เปลืองไฟ และแอร์ทำงานหนักจนพังได้ง่าย

ถ้าเป็นห้องที่ต้องเจอกับแสงแดดก็จะต้องเลือกแอร์ที่มีขนาด BTU มากกว่าปกติ  แอร์สำหรับร้านอาหารหรือคนที่ติดตั้งแอร์ในห้องครัว ที่มีความร้อนจากการประกอบอาหารก็จะต้องใช้แอร์ที่มีขนาด BTU ที่ใหญ่กว่าปกติด้วยเช่นเดียวกัน

การพิจารณาเลือกบีทียูให้เหมาะสมกับพื้นที่ใช้สอย

  • ขนาด 9,000 BTU – 21,000 BTU เหมาะสำหรับห้องที่มีขนาดเล็กถึงปานกลาง เช่น คอนโด หรือห้องที่มีความร้อนปานกลางถึงมาก
  • ขนาด 21,000 BTU – 30,000 BTU เหมาะสำหรับห้องที่มีพื้นที่ห้องขนาดกลาง ถึงใหญ่ มีพื้นที่ในการใช้สอย หรือห้องที่มีความร้อนปานกลางถึงมาก เช่น ห้องนั่งเล่น ห้องโถง
  • ขนาด 30,000 BTU – 36,000 BTU เหมาะสำหรับห้องที่มีขนาดใหญ่ มีสิ่งของเครื่องใช้ เช่น Home Office สำนักงาน ร้านกาแฟ ร้านอาหาร ธุรกิจขนาดย่อม หรือห้องที่มีความร้อนมาก เป็นต้น

จะรู้ได้อย่างว่าแอร์เต็มบีทียู

คำว่า “แอร์เต็มบีทียู” คือ ประสิทธิภาพการทำงานของแอร์ตรงตามบีทียูที่กำหนดไว้ เช่น 12000 บีทียู ซึ่งการที่จะรู้ว่าแอร์เต็มบีทียูหรือไม่เป็นเรื่องที่ยากมากครับ เพราะจะต้องทำงานทอสอบจากห้องแล็บ (Laboratory) ที่ได้มาตรฐาน จึงจะทราบว่าแอร์เครื่องนี้สามารถทำได้กี่บีทียู โดยทั่วไปแล้วมักจะดูกันที่รุ่นคอมเพรสเซอร์เป็นหลัก ว่าคอมเพรสเซอร์รุ่นนี้สามารถทำความเย็นได้กี่บีทียู แต่ในความเป็นจริงการที่แอร์เครื่องหนึ่งจะทำความเย็นได้กี่บีทียูนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของคอมเพรสเซอร์เพียงอย่างเดียว แต่มีองค์ประกอบอีกหลายอย่างโดยขึ้นอยู่กับการออกแบบของวิศวกร ว่าจะต้องการระบายความร้อนให้ได้เท่าไร โดยการออกแบบแผงคอยล์ มอเตอร์ ใบพัดลม ชุดอุปกรณ์ให้เข้ากันและทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ได้บีทียูตามที่ต้องการ

ทำไมต้องเลือก BTU แอร์ ให้พอเหมาะกับขนาดของห้อง

ถ้าเลือก BTU สูงไป คอมเพรสเซอร์จะทำงานตัดบ่อยเกินไป ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดน้อยลง ทำให้ความชื้นในห้องสูง ไม่สบายตัวและที่สำคัญราคาแพงและสิ้นเปลืองพลังงาน

ถ้าเลือก BTU ต่ำไป คอมเพรสเซอร์จะทำงานตลอดเวลา เพราะความเย็นห้องไม่ได้ตามอุณหภูมิที่ตั้งไว้ อาจจะสิ้นเปลืองพลังงานมากกว่าเลือกบีทียูที่พอดีกับห้อง และทำให้อายุการใช้งานของเครื่องสั้นลง มีโอกาสเสียเร็วมากขึ้น รวมถึงทางแบรนด์ผู้ผลิต โรงงาน ศูนย์บริการ ในฐานะเจ้าของผลิตภัณฑ์อาจจะไม่ได้รับประกันในตัวสินค้า กรณีตัวสินค้ามีปัญหา เนื่องจากการใช้งานผิด สเปค ผิดประเภท หรือผิดขนาด

สรุปก็คือ การเลือกขนาด BTU ของแอร์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ของห้อง จะช่วยให้แอร์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ไม่สิ้นเปลืองพลังงาน และประหยัดค่าใช้จ่ายของคุณได้

การซื้อแอร์ไม่เหมาะสมกับขนาดห้องนั้น มักเป็นปัญหาแรกๆจากปัญหาแอร์ทั้งหมด ดังนั้นเราจึงควรทราบ BTU ที่เราต้องการ เพื่อเลือกแอร์ได้อย่างถูกต้อง ป้องกันการเสียพลังงานและค่าไฟฟ้าที่เกินควรหรือเกินความสามารถของเครื่องปรับอากาศ นอกจากการเลือกบีทียูที่เหมาะสม จะเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องประหยัดไฟแล้ว การดูแลรักษาความสะอาดหมั่นล้างแอร์อยู่บ่อย ๆ ก็จะช่วยในเรื่องการประหยัดไฟและช่วยยืดอายุการใช้งานของแอร์ได้เช่นกัน

แอร์ 9000 btu ยี่ห้อไหนดี

เครื่องปรับอากาศหรือแอร์ทุกวันนี้ถือได้ว่าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน ซึ่งปัจจุบันประชาชนก็นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย การเลือกซื้อเพื่อให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่าสูงสุดจึงมีความจำเป็นอย่างมาก การเลือกจำนวนบีทียูให้เหมาะสมกับขนาดของห้องคือหนึ่งในข้อพิจารณาการเลือกซื้อ บีทียูและขนาดของห้องจะต้องมีความสัมพันธ์กัน กล่าวคือ ถ้าห้องที่ต้องการจะติดตั้งนั้นไม่ใหญ่มาก บีทียูที่ใช้อาจจะไม่ต้องสูงมาก เพราะถ้าใช้บีทียูที่สูงจนเกินไปก็จะทำให้สิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ อย่าลืมว่า แอร์ราคาจะสูงตามจำนวนบีทียู แต่ถ้าห้องที่ใช้นั้นกว้างใหญ่ ก็จะต้องเลือกซื้อแอร์ที่มีจำนวนบีทียูมากขึ้นเช่นกัน เพราะมิเช่นนั้นแล้ว จะทำให้แอร์นั้นทำงานหนักจนเกินไปจนทำให้แอร์นั้นชำรุดได้ง่าย เช่นแอร์ 9,000 BTU จากที่ได้ทดสอบและคำนวณกันออกมาแล้วจะเหมาะกับห้องที่มีขนาด 9-14  ตารางเมตร ซึ่งวันนี้เราจะมาแนะนำ 10 อันดับแอร์ 9000 btu ยี่ห้อไหนดี มาดูกันว่าจะตรงใจคุณผู้อ่านกันหรือไม่

ทำไมต้องเลือก BTU แอร์ ให้พอเหมาะกับขนาดของห้อง

ถ้าเลือก BTU สูงไป คอมเพรสเซอร์จะทำงานตัดบ่อยเกินไป ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดน้อยลง ทำให้ความชื้นในห้องสูง ไม่สบายตัวและที่สำคัญราคาแพงและสิ้นเปลืองพลังงาน

ถ้าเลือก BTU ต่ำไป คอมเพรสเซอร์จะทำงานตลอดเวลา เพราะความเย็นห้องไม่ได้ตามอุณหภูมิที่ตั้งไว้ อาจจะสิ้นเปลืองพลังงานมากกว่าเลือกบีทียูที่พอดีกับห้อง และทำให้อายุการใช้งานของเครื่องสั้นลง มีโอกาสเสียเร็วมากขึ้น รวมถึงทางแบรนด์ผู้ผลิต โรงงาน ศูนย์บริการ ในฐานะเจ้าของผลิตภัณฑ์อาจจะไม่ได้รับประกันในตัวสินค้า กรณีตัวสินค้ามีปัญหา เนื่องจากการใช้งานผิด สเปค ผิดประเภท หรือผิดขนาด

สรุปก็คือ การเลือกขนาด BTU ของแอร์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ของห้อง จะช่วยให้แอร์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ไม่สิ้นเปลืองพลังงาน และประหยัดค่าใช้จ่ายของคุณได้

10 อันดับ แอร์ 9,000 BTU ยี่ห้อไหนดี

1.Carrier แอร์ 9,000 BTU รุ่น X-Inverter Plus 42TVAB010/38TVAB010-B

เครื่องปรับอากาศ Carrier นั้นนำเสนอความคุ้มค่าในการใช้งาน ด้วยพลังลมแรงแต่เงียบสนิทและอ่อนโยนต่อผิวหนัง กระจายทั่วและไกลถึง 15 เมตร มาพร้อมกับ Copper Coil ที่ทำให้คอยล์เย็นและคอยล์ร้อนทนทาน ดูแลง่าย พร้อมแผงวงจรป้องกันไฟตก อีกทั้งยังได้รับฉลากเบอร์ 5 ระดับ 3 ดาว ประหยัดไฟสูงสุดและยังสามารถกรองฝุ่น PM 2.5 ได้อยู่หมัด ด้วย X-Ionizer และ PM 2.5 Filter ที่ทำงานร่วมกัน ทั้งยังสามารถทำความสะอาดตัวเองได้ด้วยการเปิดพัดลมไล่ความชื้น พร้อมทั้งเคลือบ Aqua Resin ลดการเกาะของสิ่งสกปรกที่คอยล์เย็นครับ

2.Mitsubishiแอร์ 9,000 BTU รุ่น Super Inverter (MSY-GT09VF)

เย็นเร็วทันใจ กับเครื่องปรับอากาศ Mitsubishi Super Inverter ที่ทำงานร่วมกับระบบ Fast Cooling ซึ่งช่วยลดอุณหภูมิภายในห้องได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งยังปกป้องดูแลอากาศภายในให้สะอาดด้วย Nano Platinum Filter ที่ช่วยยับยั้งแบคทีเรีย กลิ่นอับ เชื้อราและกลิ่นไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยกรองฝุ่น PM 2.5 ด้วยระบบประจุไฟฟ้า (Ionizer) ที่คอยดักจับเพื่อให้อากาศสะอาดอยู่เสมอ ทั้งหมดนี้การันตีความคุ้มค่าด้วยฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 เพราะมีค่า SEER สูงถึง 21.80 ครับ

3.SHARP แอร์ 9,000 BTU รุ่น AH-XP10WMB

อากาศบริสุทธิ์ขึ้นด้วยพลาสม่าคลัสเตอร์ กระจายลมเย็นได้ไกล จุดเด่นที่สำคัญของแอร์ 9,000 BTU จาก SHARP คือ ระบบฟอกอากาศ “พลาสม่าคลัสเตอร์” ที่จะทำการปล่อยประจุพลาสม่าคลัสเตอร์เพื่อดักจับฝุ่นละอองและเชื้อโรคภายในอากาศที่ไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรียหรือไวรัสได้ถึง 99% ต่อมาคือระบบ J-Tech Inverter ที่จะขับประสิทธิภาพความเย็นของแอร์ได้เทียบเท่ากับแอร์ 12,400 BTU ของแบรนด์อื่น ๆ โดยที่ยังคงความประหยัดพลังงานไว้เช่นเคย นอกจากนี้ ยังกระจายลมเย็นได้ไกลด้วยเทคโนโลยี Coanda Effect ที่ใช้หลักการกระจายลมตามธรรมชาติของแก๊ส ทำให้กระจายลมได้ไกลถึง 14 เมตร เลยทีเดียวครับ

4. Hisense แอร์ 9,000 BTU รุ่น KB SERIES

ป้องกันเชื้อราได้ดี พร้อมระบบ I Feel ตรวจจับอุณหภูมิอัจฉริยะ แอร์ 9,000 BTU สุดฮิตอีกหนึ่งรุ่นจาก Hisense ที่ไม่ได้มีดีแค่ราคา เพราะมาพร้อมกับฟีเจอร์เด่นอย่าง Anti Mildew Running หรือก็คือเทคโนโลยีป้องกันเชื้อราและกลิ่นอับชื้น ที่จะลดความชื้นภายในห้องหลังจากปิดการทำงาน ต่อมาคือเซนเซอร์ I Feel ซึ่งเป็นเซนเซอร์ตรวจจับอุณหภูมิห้อง แล้วทำการปรับอุณหภูมิที่เหมาะสมโดยอัตโนมัติ เพื่อให้ได้ความเย็นตรงกับที่คุณต้องการมากที่สุด นอกจากนี้ ทั้งคอยล์เย็นและคอยล์ร้อนยังได้มีการเคลือบสาร Blue Fin เสริมความแข็งแกร่ง ทำให้ทนต่อการกัดกร่อนจากสภาวะแวดล้อม    ต่าง ๆ เพื่อยืดอายุการใช้งานของแอร์นั่นเองครับ

5. TCLแอร์ 9,000 BTU รุ่น TAC-IVX9

แผงกรองอากาศประสิทธิภาพสูง เย็นได้รวดเร็วเพียง 30 วินาที เป็นแอร์ 9,000 BTU อีกรุ่นหนึ่งที่เราอยากแนะนำ ซึ่งรุ่นนี้มีฟีเจอร์เด็ดต่าง ๆ แบบคุ้มค่าเกินราคา ไม่ว่าจะเป็นแผงกรองอากาศ Nano Purify Filter & Nano Carbon Filter ที่สามารถยับยั้งได้ทั้งแบคทีเรีย, ฝุ่นละออง รวมไปถึงกลิ่นไม่พึงประสงค์ภายในห้อง ช่วยให้คุณได้สูดอากาศที่สดชื่นอยู่ตลอดเวลา ต่อมาคือระบบ Turbo Cool ที่สามารถปรับอุณหภูมิห้องให้เย็นเร็วขึ้นจาก 27 องศาฯ เป็น 18 องศาฯ ภายในระยะเวลา 30 วินาที เพียงเท่านั้น แถมยังมีหน้าจอดิจิทัลบอกอุณหภูมิบนตัวเครื่อง ช่วยให้สังเกตง่ายขึ้นโดยไม่ต้องหยิบรีโมทมาเช็กดูเลยครับ

6. TOSHIBA แอร์ 9,000 BTU รุ่น PM CLEAR

ทำงานเงียบ 23 dB พร้อมฟิลเตอร์กำจัดฝุ่น PM 2.5 ได้อยู่หมัดนี่คือแอร์ 9,000 BTU อีกหนึ่งรุ่นที่ทำยอดขายได้อย่างถล่มทลาย เนื่องจากมีคุณภาพสมกับราคา โดยเฉพาะประสิทธิภาพของไส้กรองฝุ่น ที่สามารถกำจัดฝุ่น PM 2.5 ได้ถึง 99.9% ช่วยให้คุณหายใจสะดวกขึ้นแม้อากาศภายนอกจะเต็มไปด้วยมลพิษ อีกทั้งยังเป็นระบบ Inverter ที่มีค่า Seer 15.90 ทำให้ประหยัดพลังงานไฟฟ้ามากกว่าแอร์ Fixed Speed ทั่วไป แถมยังทำงานเงียบเพียง 23dB ช่วยให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ราบรื่นขึ้นโดยที่ไม่รบกวนสมาธิครับ

7. Daikin แอร์ 9,000 BTU รุ่น Sabai Plus Inverter FTKQ-UV2S

ทำความสะอาดง่าย ปรับอุณหภูมิได้ละเอียดครั้งละ 0.5 องศา ถือได้ว่าเป็นแอร์ 9,000 BTU ประสิทธิภาพสูงอีกรุ่นหนึ่งที่มาพร้อมกับราคาสบายกระเป๋า โดยรุ่นนี้อัดแน่นไปด้วยฟีเจอร์เด่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการปรับอุณหภูมิที่ทำได้ละเอียดถึงครั้งละ 0.5 องศาเซลเซียส เสริมด้วยฟังก์ชัน Powerful Mode ที่จะเร่งประสิทธิภาพการทำงานของแอร์ให้เร็วยิ่งขึ้น ต่อมาคือแผ่นกรองฝุ่น PM 2.5 ให้อากาศภายในห้องบริสุทธิ์ตลอดเวลา อีกทั้งยังมาพร้อมกับถาดรองน้ำทิ้งถอดล้างได้ ช่วยให้ทำความสะอาดแอร์ได้ง่ายขึ้นและปราศจากกลิ่นอับชื้น นอกจากนี้ ยังทำงานเงียบเพียง 23 dB หลับสบายไร้เสียงรบกวนแน่นอนครับ

8.CENTRAL AIR แอร์ 9,000 BTU รุ่น 2IVA-SERIES

รุ่น Inverter คุ้มค่า ปรับอุณหภูมิอัตโนมัติ กรองอากาศดีเยี่ยม เครื่องปรับอากาศจาก CENTRAL AIR ในระบบ Inverter ที่มาในราคาสุดคุ้ม พร้อมทั้งระบบ iFEEL ซึ่งจะช่วยปรับอุณหภูมิภายในห้องให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ และมีระบบ Auto Swing ที่ช่วยกระจายลมได้ถึง 4 ทิศทาง มาพร้อม Turbo Mode ที่เพิ่มความแรงของลมให้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้เครื่องปรับอากาศทำความเย็นได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังมีแผ่นกรองอากาศแบบ Activated Carbon Filter ที่ช่วยกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์และกลิ่นอับได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ

9. CANDY แอร์ 9,000 BTU รุ่น N-Series

น้องใหม่ที่เปิดตัวด้วยราคาแสนถูก ที่สำคัญคือเป็นแอร์ Inverter CANDY ถือเป็นแบรนด์ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เข้ามาเปิดตลาดในไทยได้ไม่นาน โดยมีจุดเด่นที่ราคาของผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้ซื้อ ซึ่งสำหรับแอร์ 9,000 BTU รุ่นนี้ก็เช่นกัน เพราะราคาขายทั่วไปจะอยู่ที่ราว ๆ 7,000 – 8,000 บาท ทำให้เหมาะกับคนที่มีงบประมาณจำกัดเป็นอย่างมาก แถมยังเป็นแอร์ระบบ Inverter จึงประหยัดไฟมากยิ่งขึ้นแม้ราคาจะเท่ากับแอร์ Fixed Speed แบรนด์อื่น นอกจากนี้ ยังใช้งานได้ทนทานขึ้นเพราะมีการเคลือบผิวทั้งคอยล์ร้อนและคอยล์เย็น อีกทั้งยังมีฟังก์ชันการทำความสะอาดอัตโนมัติอีกด้วย

10. Electrolux แอร์ 9,000 BTU รุ่น ESV09CRR-B5

เย็นสบายรวดเร็ว ทำความสะอาดตัวเอง และบันทึกการตั้งค่าได้ Electrolux แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้ายุโรปชื่อดังได้ออกผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศที่มาพร้อมกับระบบ Inverter ที่ทำให้อากาศเย็นได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งทำงานร่วมกับระบบ      I-FEEL ที่ให้ความเย็นติดตามตัวคุณได้ พร้อมระบบ HD Filter แผ่นกรองอากาศความละเอียดสูงที่ช่วยดักจับฝุ่นละอองต่าง ๆ ได้อย่างดีเยี่ยม ยิ่งไปกว่านั้น ยังมาพร้อมกับระบบ I-CLEAN ที่ทำความสะอาดคอยล์เย็นภายใน 20 นาที และระบบ X-FAN ที่ไล่ความชื้นทุกครั้งที่เครื่องหยุดทำงาน รวมถึงยังบันทึกการทำงานที่ชอบผ่าน I-FLAVOR ได้อีกด้วย

สุดท้ายนี้ BTU ควรดูขนาดห้องให้ดีก่อนนะครับ จะได้ไม่ซื้อแอร์ผิดขนาด จนอาจทำให้สิ้นเปลืองเงินโดยใช่เหตุ เพราะแอร์ขนาดนี้ สามารถรองรับห้องที่ไม่ใหญ่มากนัก อีกอย่างก่อนเลือกซื้อก็ให้ดู ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ด้วยเพื่อที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายในเรื่องและที่สำคัญควรหมั่นทำความสะอาดแผ่นกรองฝุ่นอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ฝุ่นสะสมและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ล้างแอร์ ราคาเท่าไร

เมื่อมีการติดตั้งแอร์เพื่อใช้งานแล้ว ควรจะมีการปรนนิบัติบำรุงรักษาแอร์ให้ดี เพื่อยืดอายุการใช้งานของแอร์ให้ใช้งานได้ดีอยู่เสมอ การล้างแอร์เป็นส่วนหนึ่งของการปรนนิบัติบำรุงและมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องล้างอยู่เป็นประจำอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อล้างฝุ่นหรือสิ่งสกปรกไม่ให้อุดตันการพัดผ่านของลมที่ออกจากช่องแอร์ อีกทั้งจะได้อากาศที่บริสุทธิ์ไม่มีกลิ่นเหม็น

อุปกรณ์ที่จะต้องเตรียมในการล้างแอร์

  • สายยางและเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง รวมทั้งถังน้ำไว้สำหรับรองน้ำทิ้ง
  • ผ้ายางคลุมแอร์เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำกระเด็นไปโดนสิ่งของอย่างอื่น โดยปัจจุบันจะมีผ้ายางสำเร็จรูปที่ใช้ในการล้างแอร์วางจำหน่าย ซึ่งทำให้สะดวกในการใช้งาน
  • โบว์เวอร์เป่าลมและผ้าเช็ด ไว้สำหรับเป่าแอร์ให้แห้งหลังจากที่ล้างแล้วเช็ดเสร็จ ซึ่งยังอาจจะไม่แห้งดี ก็ใช้โบเวอร์เป่าช่วย
  • ไขควง คีม บันได ไขควงไว้สำหรับคลายน็อต บันไดไว้ปีนขึ้นไปล้างในกรณีแอร์อยู่ที่สูง

วิธีการล้างแอร์

เปิดหน้ากาก ใช้มือทั้งสองข้างดึงแผ่นกรองอากาศออกมาจากนั้นขันสกรูที่ยึดตัวรับสัญญาณรีโมตคอนโทรลเครื่องออกจากหน้ากากแอร์ ขันสกรูที่ยึดหน้ากากแอร์ ค่อย ๆ ถอดออกมาและถอดฝาครอบกลางออกจากนั้นขันสกรูที่ล็อคถาดน้ำทิ้ง ถอดมอเตอร์สวิงออก ขยับปลดล็อคถาดน้ำทิ้ง ดึงออกมาทำความสะอาด ถอดแผ่นเกล็ดกระจายลม ปิดฝาครอบวงจรไฟฟ้า ใช้ถุงพลาสติกครอบให้มิดชิดเพื่อกันไม่ให้แผงวงจรเปียกน้ำ ทำการขึงผ้าพลาสติกคลุมใต้แอร์ให้พาดลงมาในถังพลาสติก เพื่อไม่ให้น้ำกระเด็นที่กำแพงหรือหยดลงพื้น

หรือเลือกอีกหนึ่งเทคนิคให้หาแผ่นฟิวเจอร์บอร์ด  หรือแผ่นผ้าใบรองใต้แอร์ ให้น้ำที่ใหลจากแอร์ลงมา เอนลาดออกไปด้านนอก ซึ่งวิธีหลังนี้จะใช้ได้ในกรณีแอร์ติดตั้งอยู่เหนือหน้าต่าง (เลือกวิธีใดวิธีหนึ่งที่สะดวก) ฉีดล้างด้วยปั๊มน้ำแรงดันสูงให้ทั่วแผงคอยล์เย็น (หรือฉีดน้ำทั่วไปก็ได้) การฉีดล้างทำความสะอาด ให้ฉีดน้ำจากด้านในออกด้านนอก เมื่อล้างเสร็จแล้วให้ใช้โบว์เวอร์เป่าแผงคอยล์และแผงไฟฟ้าให้แห้งสนิท ทำการประกอบชิ้นส่วนกลับเข้าที่ โดยเริ่มจากใส่แผ่นเกล็ดกระจายลม จากนั้นย้อนกลับไปวิธีแรก ส่วนวิธีล้างคอยล์ร้อนฉีดล้างคอยล์ร้อน (Condensing Unit) ให้สะอาด โดยไม่ต้องถอดชิ้นส่วนออก

เมื่อล้างเสร็จเรียบร้อย ก็ให้เปิดแอร์ปกติ เพื่อทดลองความปกติของระบบต่าง ๆ ในแอร์ และไล่ความชื้นที่คงค้าง โดยเปิดทิ้งไว้อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ข้อควรระวัง ระหว่างการล้างแอร์ ควรสับ “คัทเอาท์” (ตัดไฟ) แอร์ให้เรียบร้อย ตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มต้นจนเสร็จภารกิจ

ประโยชน์ของการล้างแอร์

1.ช่วยให้แอร์สะอาด ไม่มีฝุ่นหรือคราบสกปรกเกาะตามช่องแอร์ หรือแผ่นไส้กรอง ลมพัดผ่านได้สะดวก ทำให้แอร์เย็นสดชื่น ไม่มีกลิ่นอับเห็น

2.ช่วยยืดอายุการใช้งานของแอร์เนื่องจากว่าถ้าแอร์สะอาด ไม่มีฝุ่นอุดตันไส้กรอง คอมเพรสเซอร์จะทำงานได้เป็นปกติ จะช่วยยืดอายุการใช้งานของคอมเพรสเซอร์ได้

3.สามารถนำมาเป็นอาชีพเสริมหรือหลักได้ เพราะราคาค่าจ้างก็ถือว่าดีทีเดียว

ล้างแอร์ ราคาเท่าไร

ปกติการล้างแอร์ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัย เงื่อนไขหลาย ๆ อย่าง เช่น ระยะเวลาในการเดินทาง สถานที่ตั้งของแอร์อยู่ในที่ต้องล้างยากลำบากหรือไม่ จำนวน บีทียู เป็นต้น

ราคาล้างแอร์ สำหรับเครื่องปรับอากาศแบบติดผนัง

  • (  9,000 – 13,000 บีทียู )  400 บาท
  • ( 15,000 – 20,000 บีทียู )  500 บาท
  • ( 21,000 – 36,000 บีทียู ) 700 บาท
  • ( 37,000 – 60,000 บีทียู ) 800 บาท

ราคาล้างแอร์ สำหรับเครื่องปรับอากาศแบบตั้ง-แขวน,คอยล์เปลือย,ตู้ตั้งพื้น

  • (   9,000 – 13,000 บีทียู ) 600 บาท
  • ( 15,000 – 20,000 บีทียู ) 700 บาท
  • ( 21,000 – 36,000 บีทียู ) 800 บาท
  • ( 38,000 – 60,000 บีทียู ) 1,000 บาท
  • ( 70,000 – 100,000 บีทียู ) 1,500 บาท

จะเห็นได้ว่าประโยชน์ของการล้างแอร์นั้น มีส่วนช่วยให้แอร์เย็นและยืดอายุการใช้งานของแอร์ได้ วิธีการในการล้างก็ไม่ยุ่งยาก สามารถทำการล้างได้ด้วยตัวเอง ราคาในการล้างนั้นสำหรับใครที่จะใช้เพื่อประกอบอาชีพไม่ว่าจะหลักหรือเสริมก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจและดีเลยล่ะ รายได้งาม แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น จำเป็นจะต้องมีพื้นฐานและความรู้ในด้านช่างอยู่พอสมควร เนื่องจากแอร์เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า ถ้าประมาทไม่ระมัดระวังก็อาจจะเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

แอร์ขึ้น F8 คืออะไร

เมื่อเครื่องปรับอากาศ เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็น หลายคนได้ศึกษาข้อดี ข้อเสียของแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อจะได้เครื่องปรับอากาศที่เหมาะสมกับความต้องการของตัวเองมากที่สุด แต่น้อยคนที่จะรู้จักวิธีดูแลรักษาเครื่องปรับอากาศ เพื่อยืดอายุการใช้งานไว้ให้นาน ๆ  ซึ่งในวันนี้เรามีเทคนิคง่าย ๆ ช่วยถนอมเครื่องปรับอากาศให้ใช้งานได้นาน ๆ มาฝากกัน และ ERROR CODE ของแอร์ เมื่อเกิดอาการเสียและโชว์สถานะขึ้นเป็น CODE ให้เราเห็น

ERROR CODE แอร์บ้านคือ รูปแบบสัญญาณไฟกระพริบ รหัสตัวเลขหรือตัวอักษรที่บอกถึงอาการเสียและการทำงานที่ ผิดปกติของแอร์บ้าน เพื่อให้เราสามารถวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริงของอาการเสียได้ง่ายขึ้น แอร์บ้านแต่ละแบรนด์นั้นก็จะมีก็ Error Code ที่แตกต่างกันออกไป ควรดูตามสเป็คและคู่มือให้ตรงตามแบรนด์นั้นๆด้วย และด้วยเทคโนโลยีความทันสมัยของแอร์ ทุกวันนี้เมื่อแอร์ขัดข้องมีปัญหา ก็จะมี ERROR CODE โชว์สถานะ เพื่อบอกว่าสาเหตุเกิดจากอะไรควรไปตรวจเช็คที่ใด ซึ่งก็จะง่ายต่อการซ่อมบำรุง

ERROR CODE ของแอร์เมื่อขึ้น F8 คืออะไร

แอร์ CENTRAL AIR  F8 ความหมายคือ เซ็นเซอร์ FREEZ เสีย ให้แก้โดย เปลี่ยนเซ็นเซอร์ FREEZ

Eminent Air F8 ความหมายคือ เกิดกระแสไฟฟ้าเกิน/ความถี่ (เฮิร์ต ต่ำกว่าปกติ) ให้แก้โดย ตรวจเช็คระบบไฟว่าแรงดันปกติหรือไม่

เทคนิคการดูแลรักษาแอร์

1.  หมั่นถอดล้างแผ่นกรองอากาศ

แผ่นกรองอากาศหรือฟิลเตอร์แอร์ เป็นชิ้นส่วนสำคัญที่คอยทำหน้าที่ดักจับฝุ่นละอองในอากาศไม่ให้เข้าไปถึงคอยล์เย็น หากไม่ทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอจะเกิดการสะสมอุดตันของฝุ่นและสิ่งสกปรกต่างๆ ส่งผลให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักและไม่เย็นเท่าที่ควร หรืออาจทำให้มีน้ำแข็งเกาะที่คอยล์เย็น และมีน้ำหยดจากตัวเครื่อง ฟิลเตอร์มีลักษณะเป็นแผ่นตะแกรงที่มักทำจากใยสังเคราะห์และมีโครงเป็นพลาสติก อยู่ใต้บริเวณหน้ากากหรือฝาหน้าของแอร์

2. ทำความสะอาดแผงคอยล์เย็น

แผงคอยล์เย็น มีลักษณะเป็นท่อที่ขดไปมาตามความยาวของเครื่องปรับอากาศ ซึ่งจะถูกห่อหุ้มไว้ด้วยแผ่นครีบอะลูมิเนียมบางๆ เป็นซี่ถี่ ทำหน้าที่เป็นตัวสร้างความเย็น โดยภายในจะมีสารทำความเย็นไหลเวียนอยู่ ทำงานร่วมกับพัดลมในการรับและส่งลมเย็นเข้าสู่ห้อง

เมื่อถอดหน้ากากของเครื่องออกจะเห็นแผงคอยล์เย็นได้ทันที บางรุ่นอาจอยู่บริเวณใต้ฟิลเตอร์ และจะสังเกตได้ถึงฝุ่นผงขนาดเล็กที่สามารถลอดผ่านฟิลเตอร์เข้ามา ซึ่งเมื่อนานไปจะจับตัวหนาขึ้นจนอากาศไม่สามารถผ่านเข้าไปได้ ทำให้ประสิทธิภาพของระบบทำความเย็นลดลงได้เช่นเดียวกับปัญหาฟิลเตอร์ตัน

3. กำจัดฝุ่นบริเวณใบพัดลมคอยล์เย็น

ใบพัดลมคอยล์เย็นหรือ โบลเวอร์ คือบริเวณที่มีลมเย็นออกมา มีลักษณะเป็นช่องๆ เรียงตัวตามแนวยาว ทำหน้าที่ช่วยให้เกิดการไหลเวียนของลม บริเวณนี้มักจะมีฝุ่นผงมาเกาะตัว ส่งผลให้ร่องดักลมของใบพัดอุดตัน ส่งลมเย็นออกไปได้น้อยลง ทำให้ต้องใช้เวลานานขึ้นในการทำความเย็น และเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เครื่องปรับอากาศกินไฟมากขึ้น นอกจากนี้ฝุ่นหนาที่จับตัวอาจทำให้ใบพัดมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นและเสียสมดุลจนเกิดเสียงดังขณะเครื่องทำงานได้

4. ล้างถาดรองรับน้ำทิ้งและตรวจสอบท่อน้ำทิ้ง

นอกจากแผงคอยล์เย็นและใบพัดลมคอยล์เย็น ถาดรองรับน้ำและท่อน้ำทิ้งก็เป็นอีกส่วนที่ควรได้รับการดูแลไปพร้อมกัน เพราะเป็นบริเวณที่น้ำที่เกิดจากการกลั่นตัวของไอน้ำไหลไปรวมกัน ซึ่งนานวันอาจเกิดเป็นเมือกและเป็นแหล่งสะสมของเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียต่างๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพของคนในบ้านได้

5. หมั่นเช็ดทำความสะอาดบริเวณโครงเครื่อง หน้ากากรับลม และหน้ากากจ่ายลม

ตัวเครื่องปรับอากาศบริเวณที่เป็นโครงสร้างหรือพื้นผิวภายนอกนั้นควรมีการทำความสะอาดหรือใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดถูเป็นประจำ หรือจะถอดออกมาล้างก็ได้

6. ดูแลบริเวณชุดคอยล์ร้อนอย่าให้มีสิ่งกีดขวาง

ไม่ใช่แค่ชุดคอยล์เย็นเท่านั้นที่ต้องหมั่นดูแล ชุดคอยล์ร้อนที่อยู่บริเวณนอกบ้านเป็นอีกส่วนที่ไม่ควรละเลยเช่นกัน เพราะฝุ่นและสิ่งสกปรกต่างๆ อาจเข้าไปอุดตันหรือขัดขวางช่องทางระบายลมร้อนและส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องปรับอากาศ ทำให้เย็นน้อยลงหรือกินไฟมากกว่าปกติ

7. เปิดใช้งานเครื่องปรับอากาศเป็นระยะ

แม้จะเป็นช่วงฤดูหนาวที่อากาศไม่ร้อนหรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน ก็ควรคอยเปิดใช้งานเป็นระยะๆ เพื่อให้แน่ใจว่าตัวเครื่องยังทำงานเป็นปกติ และเพื่อป้องกันแมลงหรือสัตว์เล็กเข้าไปทำรัง ซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานของเครื่องและนำมาซึ่งกลิ่นอับหรือกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้

8. ลดภาระของเครื่องปรับอากาศให้มากที่สุด

ระหว่างเปิดใช้งานควรตรวจสอบหน้าต่างและประตูให้ปิดสนิท และไม่ควรใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานความร้อนซึ่งจะส่งผลให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อลดอุณหภูมิห้อง เช่น ไมโครเวฟ เตาอบ หม้อหุงข้าว เป็นต้น

 และด้วยเทคโนโลยีความทันสมัยของแอร์ ทุกวันนี้เมื่อแอร์ขัดข้องมีปัญหา ก็จะมี ERROR CODE โชว์สถานะ เพื่อบอกว่าสาเหตุเกิดจากอะไรควรไปตรวจเช็คที่ใด ซึ่งก็จะง่ายต่อการซ่อมบำรุง Error code แอร์ หรือรหัสโค้ดแอร์ คือรูปแบบสัญญาณไฟกระพริบ รหัสตัวเลข หรือตัวอักษรที่บอกถึงอาการเสีย จะแสดงโชว์ตอนที่ระบบเครื่องปรับอากาศมีความผิดปกติ เพื่อง่ายต่อการหาสาเหตุอาการเสีย และง่ายต่อการซ่อมบำรุง

ปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดจากคอยล์เย็นมีปัญหามีอะไรบ้าง

วันนี้เราได้รวบรวมสารพัดปัญหาของคอยล์เย็นแอร์ คอยล์เย็นแอร์บ้าน หรือแฟนคอยล์ เครื่องปรับอากาศที่มักจะเกิดขึ้นอยู่บ่อย ๆ พร้อมมาบอกคำแนะนำวิธีการแก้ปัญหาในเบื้องต้น

– ปัญหาบานสวิงมีเสียงดังเนื่องจากแกนพลาสติกเสียดสีกัน วิธีการแก้ไข ใช้จารบีเหลวทาในส่วนที่เสียดสีก็ช่วยลดปัญหาความดังไปได้

– ปัญหาเสียงดังมาจากมอเตอร์บานสวิง ด้วยปัญหาเสียงดังที่เกิดขึ้นมาจากมอเตอร์บานสวิงนั้นเกิดได้จากเฟืองด้านในรูดหรือกระทบกัน เกิดขึ้นได้จากการใช้มือดึงบานสวิงบ่อยๆทำให้อัตราทดเฟืองภายในมอเตอร์เสียหาย

– ปัญหามอเตอร์สวิงไม่ทำงาน เช็คสายไฟมอเตอร์ว่าขาดหรือไม่ ถ้าไม่ขาดมอเตอร์อาจจะเสียเอง ต้องเปลี่ยนใหม่

– รีโมทแอร์ไม่ทำงาน เกิดขึ้นได้จากถ่านหมด หรือไม่ก็ ขั้วถ่านสกปรก แก้ไขโดยเปลี่ยนถ่านและทำความสะอาดขั้วถ่านให้สะอาด

– ปัญหาแผงคอยล์เย็นรั่ว เกิดจากอยู่ใกล้น้ำทะเล ใกล้คลอง ใกล้น้ำทิ้ง ใกล้แหล่งโรงงานอุตสาหกรรมที่อาจจะปล่อยกรดหรือด่างที่ทำลายแผงรังผึ้งจึงทำให้รั่วในที่สุด อีกอย่างอาจเกิดจากอายุการใช้งานที่ใช้งานสะสมมาหลายปีโดนเกิดความชื้นอย่างต่อเนื่อง ก็รั่วได้เช่นกัน วิธีการแก้ไขถ้ารั่วที่แผงรังผึ้งไม่แนะนำให้ซ่อมเพราะว่าไม่ค่อยจบงาน เพราะถ้าแผงไม่เคยรั่ว แล้วจุดอื่น ๆ ก็จะรั่วตามมาในไม่ช้าแนะนำเวลาเปลี่ยนให้เอาสีสเปรย์ป้องกันสนิมฉีดวนไปที่จุดเสี่ยงด้านข้างแผงคอยล์ทองแดง เพื่อยืดอายุการใช้งานได้อีกระดับนึง   

 เป็นอย่างไรกันบ้าง สาระดี ๆ ที่นำมาฝากกันวันนี้ทั้งเรื่องการดูแลรักษาแอร์ว่า ควรจะปฏิบัติอย่างไรเพื่อที่จะยืดอายุการใช้งานของแอร์ได้นานที่สุด รวมทั้งเมื่อแอร์มีปัญหา โชว์สถานะ ERROR CODE F8 จะต้องไปตรวจเช็คที่ใด ซึ่งจะทำให้เรารู้และสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด ทั้งนี้อาจจะไม่ได้บ่งชี้ถึงตัวที่เสีย 100%  ส่วนในเรื่องการปฏิบัติจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัย หากไม่มีความชำนาญไม่ควรจะดำเนินการเพียงลำพัง ควรปรึกษาหรือขอคำแนะนำจากช่าง เพื่อแก้ปัญหาจะดีกว่า

แอร์เคลื่อนที่ ราคาเท่าไร

เครื่องปรับอากาศหรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่าแอร์นั้น ปัจจุบันเป็นที่นิยมของผู้คนอย่างมาก เนื่องจากเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ได้ดีในการแก้ปัญหาเรื่องอากาศร้อน อบอ้าว ประกอบกับทุกวันนี้ราคาไม่แพงจนเกินไป สามารถซื้อมาติดตั้งตามบ้านเรือนได้โดยไม่ลำบากเงินในกระเป๋าซักเท่าใดนัก แอร์มีมากมายหลายรุ่นยี่ห้อให้เลือก แต่ละแบรนด์ต่างพัฒนาด้านเทคโนโลยีและจัดโปรโมชั่นต่าง ๆ ออกมา เป็นทางเลือกให้ผู้ใช้สินค้าเลือกกันอย่างเต็มที่ ซึ่งวันนี้จะพามารู้จักกับแอร์เคลื่อนที่ให้มากยิ่งขึ่น ว่าเป็นอย่างไร ราคาที่วางขายในท้องตลาดราคาเท่าใด

ประเภทของเครื่องปรับอากาศ ที่ใช้กันมีกี่ประเภท

1.แบบติดผนัง ( Wall type)

2.แบบตั้ง/แขวน ( Ceiling/floor type)

3.แบบตู้ตั้ง ( Package type)

4.แบบฝังเพดาน ( Built-in type)

5.แบบหน้าต่าง (Window type)

6.แบบเคลื่อนที่ ( Movable type)\

แอร์เคลื่อนที่คืออะไร

แอร์เคลื่อนที่คือ เครื่องปรับอากาศชนิดหนึ่งที่มีจุดประสงค์การใช้งานแบบเดียวกับแอร์บ้านทั่วไป แต่มีจุดเด่นตรงที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ และไม่ต้องติดตั้งเข้ากับผนังหรือตัวบ้าน ใช้งานง่ายเพียงแค่เสียบปลั๊กไฟก็ใช้งานได้ทันที แต่ขนาดบีทียู (BTU) จะมีให้เลือกน้อยว่า และไม่มีคอมเพรสเซอร์แยกอยู่ด้านนอกเพื่อระบายความร้อนเหมือนแอร์บ้านทั่วไป นอกจากนี้ฟังก์ชันต่างๆของแอร์ก็ถูกตัดออกไปพอสมควร

 ข้อดีของแอร์เคลื่อนที่

-สามารถเคลื่อนย้ายแอร์ไปใช้ที่ไหนก็ได้

-เหมาะสำหรับหอพัก อาคาร ที่ไม่อนุญาตให้เจาะกำแพง หรือการออกไปอยู่นอกสถานที่ ที่มีอากาศร้อนและอยากได้ลมเย็นแอร์

-เหมาะสำหรับห้องขนาดเล็กมาก ไม่มีที่ติดตั้งแอร์

-ไม่ต้องเจาะรูกำแพงเพื่อติดตั้งแอร์

-ได้ลมเย็นแบบแอร์จริงๆ ไม่ใช่ลมแบบพัดลม หรือพัดลมไอน้ำ

-ใช้งานง่าย เพียงทำตามคู่มือที่ให้มาในกล่อง

-มีหลายขนาดให้เลือก 9000-20000 บีทียู

-ไม่ต้องเติมน้ำยาแอร์

ลักษณะของแอร์เคลื่อนที่

          – มีคอมเพรสเซอร์ ท่อลมร้อน และระบบกรองอากาศในตัว

          – ใช้งานโดยการเสียบปลั๊ก

          – มีขนาดเล็กเคลื่อนย้ายได้

          – มี BTU ให้เลือก และมี BTU ขนาดใหญ่แบบแอร์บ้านด้วย

          – ตั้งเวลาเปิด-ปิดได้ มีจอแสดงผลแบบดิจิทัล

          – ปรับอุณหภูมิได้

ระบบการทำงานของแอร์เคลื่อนที่

         มีพื้นฐานหลักการทำงานใกล้เคียงกันทั้งสิ้น ไม่ว่าแบบใดก็แตกต่างกันเพียงวิธีประยุกต์ใช้งานและการออกแบบของผู้ผลิตเท่านั้น ซึ่งเครื่องปรับอากาศเคลื่อนที่มีความพิเศษต่างจากแอร์แบบอื่น ๆ ตรงที่มีทุกอย่างเช่นเดียวกับแอร์ปกติ แต่รวมกันอยู่ในเครื่องเดียวแบบเสร็จสรรพ และส่วนประกอบสำคัญในตัวเครื่องขนาดกะทัดรัดนั้นก็มีดังต่อไปนี้

          -ส่วนดูดอากาศ จะเป็นตะแกรงและแผ่นฟิลเตอร์ขนาดใหญ่อยู่ด้านหลังหรือด้านข้างเครื่องแล้วแต่การออกแบบของแต่ละรุ่น ส่วนนี้จะทำหน้าที่ดูดอากาศอุณหภูมิปกติจากภายนอกเข้าไปสู่คอยล์เย็น

         -ส่วนปรับอากาศ เมื่ออากาศถูกดูดเข้าเครื่องผ่านคอยล์เย็นแล้วจะมุ่งหน้าไปสู่คอมเพรสเซอร์ที่จะทำการใช้สารเคมีช่วยแยกความร้อนออกจากอากาศ

        -ส่วนระบายความร้อน อากาศร้อนที่ถูกแยกออกมาจะไปรวมตัวกันอยู่ที่คอยล์ร้อนด้านหลังเครื่อง โดยมีพัดลมตัวใหญ่คอยช่วยระบายอากาศร้อนออกไปให้มากที่สุด ซึ่งส่วนนี้จะไม่เหมือนแอร์ติดผนังตรงที่มันถูกรวมอยู่ในตัวเครื่องเลยและต้องอาศัยท่อเพื่อระบายความร้อนออกสู่ด้านนอก

          -ส่วนส่งผ่านอากาศเย็น อากาศอีกส่วนที่คงเหลือแต่ความเย็นไปจนถึงเย็นจัดจะถูกเป่าออกมาด้านหน้าเครื่องด้วยพัดลมกรงกระรอก ซึ่งความเย็นที่ได้จะต่างจากแอร์บ้านเล็กน้อยคือบางรุ่นจะเย็นเฉพาะพื้นที่ บางรุ่นจะเย็นครอบคลุมทั่วทั้งพื้นที่ ปัจจัยเหล่านี้ขึ้นอยู่กับขนาด BTU รูปแบบของพื้นที่และการประยุกต์ใช้งานที่ต่างกัน

แอร์เคลื่อนที่ราคาเท่าไร

สำหรับเรื่องราคาของแอร์เคลื่อนที่นั้น มีความแตกต่างกันไปโดยขึ้นอยู่กับ BTU และฟังก์ชันที่มาพร้อมกับตัวเครื่อง ซึ่งมีให้เลือกตั้งแต่ 9,000-20,000 BTU โดยเฉลี่ยแอร์เคลื่อนที่ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 7,500 บาทขึ้นไป         

ตัวอย่างรุ่นและราคาแอร์เคลื่อนที่

1.Media รุ่น YPH-09C

แอร์เคลื่อนที่ 9,000 BTU ปรับอุณหภูมิได้ตั้งแต่ 18-32 องศาเซลเซียส ตั้งเวลาเปิด-ปิดได้ แสดงผลด้วยหน้าจอดิจิทัลพร้อมรีโมตคอนโทรล ฟังก์ชันการทำงานคล้ายแอร์ติดผนังทั่วไป มีคอมเพรสเซอร์ ท่อลมร้อน และระบบกรองอากาศในตัว ระบบจะตัดการทำงานเมื่อไม่ได้มีการปล่อยน้ำออกจากท่อน้ำทิ้ง สะดวกในการเคลื่อนย้าย น้ำหนักเบา เหมาะสำหรับผู้ที่อยู่อาศัยอยู่ในหอพัก อพาร์ตเมนต์ คอนโดมิเนียม หรือเต็นท์ VIP ที่ต้องการความเย็นภายใน น้ำหนักรวมกล่อง 25 กก. กว้าง 87.5 ซม. ยาว 40.6 ซม. สูง 37.8 ซม. ราคาประมาณ 5,900 บาท

2.Natural รุ่น NAP-8060

แอร์เคลื่อนที่ 6,000 BTU ปรับอุณหภูมิได้ตั้งแต่ 17-30 องศาเซลเซียส โหมดการทำงาน 4 ฟังก์ชัน คือ โหมดความเย็น โหมดเป่าลมแห้งในกรณีห้องมีความชื้น โหมดพัดลมกรณีไม่ต้องการให้คอมเพรสเซอร์ทำงาน และโหมดตั้งเวลาเปิด-ปิด 24 ชม. ควบคุมการทำงานด้วยรีโมตคอนโทรล มีฟิลเตอร์สำหรับกรองฝุ่นได้เป็นอย่างดี ถอดทำความสะอาดง่าย ปรับบานสวิงและบานเกล็ดขึ้น-ลงได้ที่ตัวเครื่อง ท่อระบายความร้อนและรูระบายน้ำทิ้งในกรณีน้ำเต็ม จะมีไฟโชว์ที่หน้าจอ ดีไซน์สวยงาม กะทัดรัด ใช้งานง่าย น้ำหนักรวมกล่อง 22 กก. กว้าง 30.5 ซม. สูง 67.8 ซม. ลึก 32.8 ซม. ราคาประมาณ 5,990 บาท

3.Sonar รุ่น PA-J7090C

แอร์เคลื่อนที่ แรงดันไฟ 220 โวลต์ กำลังไฟ 90 วัตต์ มีช่องเติมน้ำขนาดใหญ่ จุได้ 20 ลิตร สามารถเติมได้ทั้งน้ำอุณหภูมิห้องและน้ำแข็ง ให้ลมเย็นแรง ตั้งเวลาเปิด-ปิดสูงสุด 7 ชม. มีระบบสวิงซ้าย-ขวาอัตโนมัติ มีล้อเลื่อนในตัว สะดวกในการเคลื่อนย้าย น้ำหนัก 15 กก. กว้าง 33.5 ซม. ยาว 34 ซม. สูง 84 ซม. ราคาประมาณ 5,990 บาท

4.SKG รุ่น SK-10

แอร์เคลื่อนที่ 10,000 BTU เหมาะสำหรับห้องขนาด 3×4 ม. ให้ความเย็นฉ่ำด้วยบานสวิงซ้าย-ขวา ทำให้ระบายความร้อนได้ดี มีฟังก์ชันลดความชื้นในอากาศ ท่อระบายน้ำอยู่ด้านล่าง สามารถระบายน้ำได้ตลอดเวลา ระเหยน้ำเองได้ และวนน้ำที่อยู่ในเครื่องกลับมาใช้ใหม่ได้ แผ่นกรองอากาศถอดได้ และยังมีระบบป้องกันตัวเองอัตโนมัติของคอมเพรสเซอร์ ตั้งเวลาเปิด-ปิด 24 ชม. ใช้มอเตอร์ตัวเดียวในการทำระบบทำความร้อน-เย็น ทำให้ประหยัดพลังงาน ตัวเครื่องกว้าง 32 ซม. ยาว 37 ซม. สูง 73 ซม. ราคาประมาณ 7,990 บาท

5.Aconatic รุ่น AN-PAC09A1

แอร์เคลื่อนที่ 9,000 BTU ฟังก์ชันการทำงาน 3 แบบ คือ แบบความเย็น แบบพัดลม และแบบลมแห้ง และสามารถปรับแรงลมได้ 3 ระดับ หน้าจอ Touch Screen หน้าต่างด้านหน้าทำให้ได้ช่องลมกว้าง ได้ลมแรงเย็นสบาย มีแผ่นกรองฝุ่นและกรองกลิ่นไม่พึงประสงค์ 2 ชั้น ตัวเครื่องเล็ก น้ำหนักเบา ง่ายต่อการเคลื่อนย้าย น้ำหนัก 26 กก. กว้าง 50.2 ซม. ยาว 27 ซม. สูง 70.3 ซม. ราคาประมาณ 9,900 บาท

6.ASTINA รุ่น AS121APB

แอร์เคลื่อนที่ 12,000 BTU ปรับอุณหภูมิได้ตั้งแต่ 17-35 องศาเซลเซียส เหมาะสำหรับห้องขนาด 16-23 ตร.ม. ปรับลมแอร์ได้ 3 ระดับ สูง กลาง และต่ำ ปรับสวิงซ้าย-ขวา ควบคุมการทำงานด้วยรีโมตคอนโทรล ตั้งเวลาเปิด-ปิดได้ มีระบบป้องกันมอเตอร์ไหม้ น้ำหนัก 31.4 กก. กว้าง 45 ซม. สูง 75 ซม. ลึก 36 ซม. ราคาประมาณ 14,900 บาท

7. TASAKI PCC-09U1R2

แอร์เคลื่อนที่ 9,000 BTU ด้วยระบบกระจายความเย็น 2 ทิศทาง สามารถปรับแรงลมได้ แสดงผลด้วยหน้าจอ LED ควบคุมด้วยรีโมตคอนโทรลและระบบสัมผัส อีกทั้งยังมีระบบตั้งเวลาและระบบระเหยน้ำทิ้งในตัว เหมาะสำหรับห้องขนาด 9 ตร.ม. หรือการใช้งานในจุดที่ต้องขยับเคลื่อนย้ายเครื่องบ่อย ๆ กว้าง 12 ซม. ยาว 25 ซม. สูง 21 ซม. ราคา 15,900 บาท

8. JPX รุ่น PC35-AMK

แอร์เคลื่อนที่ 12,000 BTU ปรับอุณหภูมิได้ต่ำสุด 17 องศาเซลเซียส หน้าปัดแสดงผลการทำงานแบบดิจิทัล ควบคุมด้วยรีโมตคอนโทรล มีแผงติดตั้งท่อระบายความร้อน ไม่ต้องเติมน้ำแข็ง ไม่ต้องเทน้ำทิ้ง และเสียงไม่ดังรบกวน น้ำหนัก 31.5 กก. กว้าง 37 ซม. ยาว 59 ซม. สูง 85.5 ซม. ราคาประมาณ 16,300 บาท

9. AJ รุ่น BTU PA-90

แอร์เคลื่อนที่ 9,000 BTU เหมาะสำหรับห้องขนาด 12-15 ตร.ม. ใช้ระบบทำความเย็น Cooling Power 2,600W ปรับระดับทิศทางลมและกระจายลมอัตโนมัติ ตั้งเวลาเปิด-ปิด 24 ชม. มีระบบวิเคราะห์และป้องกันความผิดปกติของเครื่องพร้อมแสดงผลที่หน้าจอ LED ในตัวเครื่อง นอกจากนี้ยังปลอดภัยเมื่อยามนอนหลับด้วยโหมดการทำงานสำหรับการนอนหลับ กว้าง 52 ซม. ยาว 89 ซม. สูง 45 ซม. ราคาประมาณ 17,500 บาท

 10. CENTRAL AIR รุ่น CTP-CB14

แอร์เคลื่อนที่ 14,000 BTU เลือกโหมดทำความเย็นได้ มีระบบลมแห้งเพื่อลดความชื้น และปรับเป็นพัดลมอย่างเดียว สามารถปรับความแรงของลมได้ ปรับสวิงซ้าย-ขวาอัตโนมัติ มีฟิลเตอร์ฟอกอากาศถอดล้างได้ ระบบระเหยน้ำทิ้งอัตโนมัติ ตั้งเวลาเปิด-ปิด 24 ชม. เหมาะสำหรับห้องพักขนาดเล็ก เช่น หอพัก อพาร์ตเมนต์ คอนโดมิเนียม หรือนอกสถานที่ เช่น ตลาดนัด หรือไซต์งานต่าง ๆ น้ำหนัก 41 กก. กว้าง 36.5 ซม. ยาว 77.5 ซม. สูง 56.8 ซม. ราคาประมาณ 17,500 บาท

การดูแลรักษาแอร์เคลื่อนที่

การดูแลรักษาก็คล้ายกับแอร์บ้านทั่วไป แต่อาจจะต้องหมั่นเอาที่กรองอากาศและช่องใส่น้ำทิ้งออกมาทำความสะอาดอยู่บ่อย ๆ สัปดาห์ละครั้ง หรืออย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดเชื้อโรคสะสม และห้ามต่อเติมท่อลมร้อนของแอร์เคลื่อนที่ให้ยาวขึ้น เพราะความยาวที่ไม่พอดีจะทำให้พัดลมไม่มีแรงดันมากพอที่จะระบายความร้อนได้

แอร์เคลื่อนที่ อีกหนึ่งตัวช่วยดับความร้อนที่น่าสนใจไม่เบา ทั้งติดตั้งง่าย ใช้งานสะดวก ราคาก็ไม่แพง ดูแลรักษาง่ายเหมาะสำหรับห้องขนาดเล็กมาก และพื้นที่ที่ไม่สามารถเจาะเพื่อติดตั้งแอร์แบบชนิดอื่นได้ แถมหลาย ๆ แบรนด์ก็ยังมีฟังก์ชันพ่วงที่น่าสนใจ ซึ่งหน้าร้อนนี้ท่านใดสนใจก็สามารถจับจองซื้อมาใช้งานได้ นับเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจเลยทีเดียว

รีโมทแอร์เสีย ซื้อที่ไหน

แอร์ หรือ เครื่องปรับอากาศ เป็น เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านที่แทบจะต้องมีกันอยู่ในทุกบ้าน เพราะเมืองไทยเป็นเมืองร้อน มีอากาศที่ร้อนอบอ้าวเกือบทั้งปี ดังนั้นจึงต้องใช้เครื่องปรับอากาศมาเพื่อช่วยปรับอุณหภูมิให้เย็นลง ไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวันหรือเวลากลางคืน ผู้คนส่วนใหญ่จึงคุ้นชินกับการใช้งานแอร์กันเป็นอย่างดี ซึ่งอุปกรณ์ควบคุมการทำงานที่สำคัญและขาดไปไม่ได้เลยก็คือ รีโมทคอนโทรล

รีโมทคอนโทรล เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้สำหรับเปิด/ปิดและตั้งค่าต่าง ๆ ซึ่งเป็นตัวบังคับจากระยะไกล เช่น ปรับอุณหภูมิ ปรับองศาของลม ปรับความแรงลม ไปจนถึงการตั้งเวลาเปิด/ปิด เพราะแอร์สมัยนี้เป็นแบบสมัยใหม่ ไม่มีปุ่มกดเพื่อควบคุมที่หน้ากากแอร์ การตั้งค่าต่าง ๆ จึงต้องผ่านรีโมทควบคุมเท่านั้น รีโมทแอร์จึงเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญอีกเช่นกัน และคงจะปวดหัวไม่น้อย ถ้าแอร์ไม่มีรีโมท เพราะว่าเวลาปิดหรือเปิดคุณจะต้องลุกเดินไป ลองนึกดูถ้าต้องการอยากจะปิดตอนที่คุณกำลังนอนอย่างสุขสำราญบนเตียงนอน แล้วต้องลุกไปปิด มันคงเป็นอะไรที่น่าเซ็งอย่างมาก ซึ่งสถานที่ที่เราจะหาซื้อรีโมทได้นั้นมีที่ใดบ้างมาดูกัน

รีโมทแอร์เสีย ซื้อที่ไหน

1.ตามร้านจำหน่าย ติดตั้ง เครื่องปรับอากาศและเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป ซึ่งปกติจะมีอยู่ตามพื้นที่เขตเมืองทั่วประเทศ

2.สำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาที่จะเดินเลือกซื้อด้วยตัวเอง ก็สามารถหาซื้อได้ตามช่องทางออนไลน์ เช่น ช็อปปี้ ลาซาด้า หรือตามเฟซบุ๊ค ต่าง ๆ ที่ลงประกาศขาย ซึ่งจะทำให้คุณนั้นสามารถที่จะทำการเปรียบเทียบราคาของรีโมทจากร้านต่าง ๆได้อย่างครบถ้วน รวมถึงการลดราคา ที่อาจจะมีการจัดโปรโมชั่นซึ่งจะช่วยให้คุณนั้นสามารถที่จะซื้อได้ในราคาที่ถูกลง

ตัวอย่างปุ่มใช้งาน รีโมทแอร์เซนทรัล

หลายๆ คนอาจจะใช้งานรีโมทแค่การปรับอุณหภูมิและการเปิด-ปิดเครื่อง ซึ่งจริง ๆ แล้วยังมีความสามารถอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์อยู่อีกหลายปุ่ม มาทำความรู้จักกับปุ่มบนรีโมทแอร์ ว่ามันคืออะไรบ้าง และจะใช้งานยังไงให้เหมาะสมและได้ความเย็นสบายอย่างที่ต้องการ

1. ปุ่ม ON/OFF ใช้สำหรับเปิด-ปิดเครื่องปรับอากาศ

 2. ปุ่ม – + ใช้สำหรับเพิ่มหรือลดอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศ

3. ปุ่ม FAN ใช้สำหรับปรับความแรงลมใบพัดเครื่องปรับอากาศ

4. ปุ่ม SAVE ☑ ใช้เมื่อต้องการปรับเป็นโหมดประหยัดพลังงานไฟฟ้า

เมื่อกดปุ่ม SAVE จะเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงานไฟฟ้า เครื่องจะปรับอุณหภูมิห้องอยู่ที่ประมาณ 25-26 องศา หน้าจอบนรีโมทจะขึ้นสัญลักษณ์ SE … เมื่อใช้งานโหมดนี้อยู่ ปุ่มอื่นๆ จะไม่สามารถกดใช้งานได้ ถ้าต้องการยกเลิกโหมดนี้ สามารถกดปุ่มนี้ซ้ำเพื่อยกเลิกการทำงาน

5. ปุ่ม X-FAN ใช้เมื่อต้องการทำความสะอาดและไล่ความชื้น

เมื่อต้องการทำความสะอาดตัวเครื่องในเบื้องต้นและต้องการไล่ความชื้น สามารถกดปุ่ม X-FAN จากนั้นกดปุ่มปิดเครื่องได้ตามปกติ หลังจากกดปุ่มปิดเครื่องไป คอยล์เย็นจะยังคงทำงานต่ออีกประมาณ 10 นาที เพื่อทำความสะอาดและช่วยลดกลิ่นอับของตัวเครื่อง เมื่อโหมด X-FAN ทำงานเรียบร้อยแล้ว เครื่องจะทำการปิดเองโดยอัตโนมัติ

6. ปุ่ม TURBO  ใช้เมื่อต้องการเร่งทำความเย็นสูงสุด เมื่อต้องการให้ตัวเครื่องทำความเย็นได้อย่างรวดเร็ว สามารถกดปุ่ม TURBO บนรีโมท เครื่องปรับอากาศจะเร่งการทำความเย็นสูงสุด เพื่อให้ได้ตามอุณหภูมิที่ตั้งไว้

7. ปุ่ม MODE ใช้สำหรับเลือกตั้งค่าการทำงานของเครื่อง ปุ่มนี้จะมีการทำงานอยู่ 4 แบบให้เลือกใช้งาน

– ปุ่ม AUTO คือสัญลักษณ์ที่อยู่ด้านบนสุด บนหน้าจอจะเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยม โหมดนี้ตั้งเพื่อการปรับอุณหภูมิและความเร็วพัดลมแอร์อัตโนมัติ

-ปุ่ม COOL คือสัญลักษณ์ที่อยู่ถัดลงมาตำแหน่งที่ 2 บนหน้าจอจะเป็นรูปเกล็ดหิมะ โหมดนี้ตั้งเพื่อการทำความเย็นตามอุณหภูมิที่ตั้งไว้บนรีโมท (เป็นโหมดที่นิยมใช้กันมากที่สุด)

– ปุ่ม DRY คือสัญลักษณ์ที่อยู่ถัดลงมาตำแหน่งที่ 3 บนหน้าจอจะเป็นรูปหยดน้ำ โหมดนี้ตั้งเพื่อลดความชื้น เหมาะสำหรับห้องที่จำกัดความชื้น (ไม่ค่อยนิยมใช้สำหรับบ้านทั่วไป)

-ปุ่ม FAN คือสัญลักษณ์ที่อยู่ถัดลงมาตำแหน่งที่ 4 บนหน้าจอจะเป็นรูปใบพัด โหมดนี้ตัวเครื่องจะทำงานเฉพาะแฟนคอยล์ ส่วนคอนเดนซิ่งจะหยุดการทำงาน จึงทำให้ตัวเครื่องมีเฉพาะลมคล้ายพัดลมออกมาจากแฟนคอยล์ (เป็นโหมดที่ไม่นิยมใช้)

– ปุ่ม ที่อยู่ตำแหน่งสุดท้าย บนหน้าจอจะเป็นรูปพระอาทิตย์ ปุ่มนี้จะไม่มีผลต่อการทำงานของเครื่องปรับอากาศ ไม่แนะนำให้กดใช้งาน เพราะหากกดค้างไว้เครื่องปรับอากาศจะไม่สามารถเปิดใช้งานได้ตามปกติ

8. ปุ่มปรับบานสวิงลม ใช้เมื่อต้องการปรับบานสวิงขึ้น-ลงแบบอัตโนมัติ

9. ปุ่ม TEMP ❄ใช้เมื่อต้องการให้แสดงอุณหภูมิจริงของห้องในขณะนั้น

เมื่อต้องการทราบอุณหภูมิห้องในขณะนั้น สามารถกดปุ่ม TEMP 2 ครั้งบนรีโมท รีโมทจะแสดงอุณหภูมิห้องจริงในขณะนั้น (จะแสดงประมาณ 5 วินาที) หลังจากครบ 5 วินาที รีโมทจะกลับมาแสดงอุณหภูมิที่เราตั้งค่าเซ็ตไว้

10. ปุ่ม TIMER  ใช้เมื่อต้องการตั้งเวลาเปิด-ปิดเครื่องปรับอากาศ

เมื่อต้องการตั้งค่าการ เปิด-ปิด เครื่องแบบอัตโนมัติ สามารถกดปุ่มได้ดังนี้

วิธีการตั้งเวลาปิดเครื่องปรับอากาศแบบอัตโนมัติ

1. กดปุ่ม TIMER บนรีโมท (ขณะที่เครื่องปรับอากาศเปิดทำงานอยู่) บนหน้าจอรีโมทจะขึ้นเวลาให้สามารถตั้งค่าได้ ให้กดตั้งระยะเวลาที่ต้องการตั้งปิด ค่าเริ่มต้นจะเริ่มตั้งแต่ 0.5 ถ้าต้องการตั้งเวลาให้มากขึ้น ให้กดปุ่ม + บนหน้าจอรีโมทไปเรื่อยๆ บนหน้าจอจะเพิ่มขึ้นเป็น 1, 1.5, 2, 2.5, 3 ไปเรื่อยๆ จนถึง 24 ชั่วโมง สามารถตั้งได้ตามที่ต้องการ (หมายเหตุ : 0.5 จะเท่ากับ 30 นาที, 1 จะเท่ากับ 1 ชั่วโมง, 1.5 จะเท่ากับ 1 ชั่วโมง 30 นาที เป็นต้น)

2. เมื่อตั้งเวลาปิดเครื่องได้ตามที่ต้องการ ให้กดปุ่ม TIMER อีกครั้ง บนหน้าจอรีโมทจะขึ้นคำว่า TIMER OFF ระบบจะเริ่มทำงานตามเวลาที่เซ็ทค่าไว้ (ตัวอย่างเช่น : หากตั้งค่าไว้ที่ 8 ชั่วโมง หลังจากนั้นอีก 8 ชั่วโมงนับจากเวลาที่ตั้ง เครื่องปรับอากาศจะปิดเองอัตโนมัติ)

วิธีการตั้งเวลาเปิดเครื่องปรับอากาศแบบอัตโนมัติ

1. กดปุ่ม TIMER บนรีโมท (ขณะที่เครื่องปรับอากาศไม่ได้เปิดใช้งาน) บนหน้าจอรีโมทจะขึ้นเวลาให้สามารถตั้งค่าได้ ให้กดตั้งระยะเวลาที่ต้องการตั้งเปิด

ค่าเริ่มต้นจะเริ่มตั้งแต่ 0.5 ถ้าต้องการตั้งเวลาให้มากขึ้น ให้กดปุ่ม + บนหน้าจอรีโมทไปเรื่อยๆ บนหน้าจอจะเพิ่มขึ้นเป็น 1, 1.5, 2, 2.5, 3 ไปเรื่อยๆ จนถึง 24 ชั่วโมง สามารถตั้งได้ตามที่ต้องการ (หมายเหตุ : 0.5 จะเท่ากับ 30 นาที, 1 จะเท่ากับ 1 ชั่วโมง, 1.5 จะเท่ากับ 1 ชั่วโมง 30 นาที เป็นต้น)

2. เมื่อตั้งเวลาเปิดเครื่องได้ตามที่ต้องการ ให้กดปุ่ม TIMER อีกครั้ง บนหน้าจอรีโมทจะขึ้นคำว่า TIMER ON ระบบจะเริ่มทำงานตามเวลาที่เซ็ทค่าไว้ (ตัวอย่างเช่น : หากตั้งค่าไว้ที่ 2 ชั่วโมง หลังจากนั้นอีก 2 ชั่วโมงนับจากเวลาที่ตั้ง เครื่องปรับอากาศจะเริ่มทำงานเองโดยอัตโนมัติ)

** หมายเหตุ : ระบบจะรีเซ็ทการใช้งาน 1 ครั้ง ต่อ 1 การตั้งค่า เมื่อต้องการตั้งเวลาเปิด-ปิดเครื่องใหม่ จะต้องทำการตั้งค่าใหม่ทุกครั้ง

11. ปุ่ม LIGHT ใช้เมื่อต้องการเปิด-ปิดแสงไฟที่หน้าจอเครื่องปรับอากาศ

12. ปุ่ม SLEEP  ใช้เมื่อต้องการปรับอุณหภูมิให้เหมาะกับการนอนหลับ

ปุ่ม SLEEP เป็นโหมดที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความเย็นที่เหมาะสมในขณะนอนหลับ หากต้องการใช้โหมดนี้ สามารถกดปุ่ม SLEEP บนรีโมท แนะนำให้กดก่อนเข้านอน เพื่อเครื่องจะปรับอุณหภูมิในห้องให้เหมาะสมกับการนอนหลับ โดยการทำงานของเครื่องอุณหภูมิจะเพิ่มชั่วโมงละ 1 °C และจะเพิ่มสูงสุด 2 °C ทำให้นอนหลับพักผ่อนได้อย่างสบายยิ่งขึ้น และไม่เย็นจนเกินไป

วิธีการดูแลรักษาแอร์   

            1.หมั่นทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศ(ฟิลเตอร์) ทุกอาทิตย์ โดยการเปิดหน้ากากแอร์ขึ้นมา แล้วดึงแผ่นกรองอากาศออกมาล้างทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่า

           2. หมั่นล้างทำความสะอาดโดยการฉีดน้ำล้างที่คอยล์ร้อนทั้งคอยล์เย็น (ล้างใหญ่) แล้วแต่สภาพแวดล้อมและลักษณะการใช้งาน

          3. หลังจากการล้างแอร์ ควรทำการเช็คระดับแรงดันน้ำยาว่าปกติดีหรือไม่

          4. หมั่นคอยสังเกตเสียงการทำงานของแอร์ ถ้ามีเสียงดังผิดปกติ หรือแอร์ไม่ค่อยเย็นควรรีบทำการตรวจเช็ค เพราะอาจจะทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงขึ้น

         5. ไม่ควรนำเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ค่าความร้อนสูง เช่น เตารีด หม้อหุงข้าว เครื่องทำน้ำร้อน เป็นต้น มาใช้ในห้องแอร์เพราะจะทำให้แอร์ทำงานหนักโดยใช่เหตุอีกทั้งยังทำให้เปลืองค่าไฟฟ้าอีกด้วย   

รีโมทคอนโทรลเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ช่วยให้เราเข้าถึงฟังก์ชั่นใช้งานต่าง ๆ อีกทั้งยังช่วยให้เราสามารถใช้งานได้ตรงตามวัตถุประสงค์และเพิ่มความสะดวกสบาย แต่อย่างไรก็ตามในการเลือกซื้อควรระมัดระวังในเรื่อง การซื้อให้ตรงรุ่นเพราะไม่อย่างนั้นแล้วจะไม่สามารถสั่งงานใช้การได้  ซึ่งจะทำให้สิ้นเปลืองเงิน และทุกครั้งที่ซื้อควรจะนำรีโมทตัวเดิมไปด้วยเพื่อเปรียบเทียบกันผิดพลาด เท่านี้คุณก็จะได้รีโมทมาใช้งานได้อย่างถูกต้อง

แอร์ไม่เย็น เกิดจากอะไร

เครื่องปรับอากาศหรือที่เรียกสั้น ๆ ว่าแอร์ นั้น เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความจำเป็นอย่างมากในวิถีชีวิตประจำวัน อาจจะด้วยเพราะสภาพอากาศของบ้านเราที่เป็นเมืองร้อน เราจึงได้พบเห็นว่า แอร์นั้นได้ติดตั้งอย่างมากมายตาม สำนักงาน ออฟฟิศ สถานที่ทำงาน สถานที่ราชการต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งบ้านพักที่อยู่อาศัย ซึ่งปัจจุบันราคาแอร์ก็ถูกลงมาก ไม่ค่อยแพง เหมือนเช่นอดีต จึงเป็นที่นิยมนำมาติดตั้งใช้งานคลายร้อนกัน แอร์นั้นเมื่อใช้งานไปซักระยะหนึ่ง ก็อาจจะชำรุด เจอปัญหามีเรื่องขบคิดให้ปวดหัวหงุดหงิดกัน แตกต่างกันไป วันนี้จะขอกล่าวถึงปัญหาเรื่องแอร์ไม่เย็นนั้นเกิดจากสาเหตุมาจากอะไรบ้างเพื่อให้ท่านผู้อ่านจะได้ป้องกันและแก้ปัญหาได้ตรงจุด และวิธีการดูแลรักษาแอร์มาฝากกัน

แอร์ไม่เย็น เกิดจากอะไร

1.เกิดจากแผ่นกรองอากาศหรือไส้กรองของแอร์สกปรก และมีฝุ่นสะสมจนหนา โดยทำให้ทางลมแอร์นั้นถูกบัง ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาแอร์ดูดอากาศเข้าไปได้ไม่มากเท่าที่ควรและส่งผลให้แอร์ไม่เย็นได้

2.เกิดจากแผงวงจรคอนโทรลชำรุด ไม่สั่งจ่ายไฟเลี้ยงให้กับคอมเพรสเซอร์เป็นเหตุให้คอมเพรสเซอร์ไม่สามารถทำงานได้ จึงทำให้แอร์มีแต่ลมแต่ไม่มีความเย็นเลย

3. เกิดจากคอมเพรสเซอร์ชำรุดเสียหาย ไม่สามารถทำหน้าที่อัดสารทำความเย็นหรือที่เราเรียกว่าน้ำยาแอร์ส่งไปตามท่อน้ำยาแอร์ที่เป็นท่อทองแดง ไปยังเครื่องควบแน่นหรือคอนเด็นซิ่งยูนิต (Condensing Unit) ที่ทำหน้าที่ควบแน่นสารทำความเย็นที่มีแรงดันสูง และอยู่ในสถานะที่เป็นไอ หรือเป็นก๊าซโดยการระบายความร้อนออกจากน้ำยาแอร์ด้วยพัดลมระบายอากาศ

 4. แอร์บางรุ่นจะมีชุดแมกเนติคสำหรับตัดต่อไฟให้กับชุดคอยล์ร้อน ถ้าแมคเนติคเสียหายจะไม่มีไฟไปเลี้ยง ทำให้ชุดคอยล์ร้อนรวมทั้งคอมเพรสเซอร์ไม่ทำงานและทำให้แอร์ไม่เย็นในที่สุด

 5.ท่อน้ำยาแอร์รั่ว ทำให้น้ำยาในระบบไม่มีหรือมีไม่เพียงพอ ก็เป็นสาเหตุทำให้แอร์ไม่เย็นได้เช่นกัน

6.พัดลมที่ชุดคอยล์ร้อนไม่หมุน ทำให้ไม่มีตัวระบายความร้อนให้กับสารทำความเย็นโดยคอยล์ร้อนจะทำงานร่วมกับ Compressor และจะติดตั้งอยู่ภายนอกอาคาร

7.  การตั้งค่ารีโมทแอร์ผิด การตั้งค่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการทำงานของเครื่องปรับอากาศ เนื่องจากรีโมทจะเป็นตัวควบคุมการทำงาน และทำให้เครื่องปรับอากาศสามารถทำความเย็นได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หากเราตั้งค่าเครื่องปรับอากาศไม่ถูกต้อง หรือไม่เหมาะสมกับห้อง และสภาพอากาศภายใน ก็จะส่งผลถึงความเย็นในห้อง และประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องปรับอากาศ        

วิธีการแก้ไข

1. หมั่นล้างแอร์ ทำความสะอาด และตรวจสอบอยู่เสมอ อาจจะเป็นวงรอบ ทุก ๆ 3 เดือน หรือทุก ๆ 6  เดือน แล้วแต่กรณี ซึ่งอาจจะล้างเองก็ได้หากผู้ใช้งานสามารถทำได้ แต่ถ้าไม่สามารถทำได้เองก็อาจจะต้องเรียกช่างใกล้บ้านมาดำเนินการให้

2. ตรวจเช็คแผงวงจรคอนโทรลว่าจ่ายไฟให้กับแผงชุดคอยล์ร้อนที่ติดตั้งอยู่ภายนอกอาคารหรือไม่ โดยใช้มัลติมิเตอร์วัดไฟ ซึ่งวิธีการนี้ผู้ใช้จะต้องมีพื้นฐานด้านช่างอยู่พอสมควร แต่ถ้าไม่มีความชำนาญก็ อาจจะต้องเรียกช่างมาดำเนินการแก้ไขให้

3. สังเกตเสียงการทำงานของแอร์ รวมทั้งไฟแสดงสถานะคอมเพรสเซอร์ว่าปกติหรือไม่ ถ้าคอมเพรสเซอร์ชำรุด จะแก้ไขโดยให้ช่างเปลี่ยนใหม่

4. หากแมกเนติคส์ชำรุดไม่มีการตัดต่อไฟหรือต่อไม่สนิท ให้ทำการเปลี่ยนใหม่

 5. ตรวจเช็คน้ำยาแอร์ว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือไม่ โดยใช้เกจวัดน้ำยา ถ้าน้ำยาขาดนิดหน่อยก็สามารถเติมเพิ่มเข้าไปได้เลย แต่ถ้าหากน้ำยาไม่มีเลยให้ทำการหาจุดรั่วและทำการซ่อมเชื่อมอุดรอยรั่วให้เรียบร้อยก่อนที่จะเติมน้ำยาเข้าไป

 6. หากพัดลมที่คอยล์ไม่หมุนให้เช็คดูว่ามีไฟไปเลี้ยงหรือไม่ ถ้ามีให้เช็คคาปาซิสเตอร์ที่ต่อกับพัดลมว่าอยู่ในสภาพดีหรือไม่ ถ้าอยู่ในสภาพดี ให้เปลี่ยนมอเตอร์พัดลมใหม่

วิธีการดูแลรักษาแอร์   

1.หมั่นทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศ(ฟิลเตอร์) ทุกอาทิตย์ โดยการเปิดหน้ากากแอร์ขึ้นมา แล้วดึงแผ่นกรองอากาศออกมาล้างทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่า

2. หมั่นล้างทำความสะอาดโดยการฉีดน้ำล้างที่คอยล์ร้อนทั้งคอยล์เย็น (ล้างใหญ่) แล้วแต่สภาพแวดล้อมและลักษณะการใช้งาน

3. หลังจากการล้างแอร์ ควรทำการเช็คระดับแรงดันน้ำยาว่าปกติดีหรือไม่

4. หมั่นคอยสังเกตเสียงการทำงานของแอร์ ถ้ามีเสียงดังผิดปกติ หรือแอร์ไม่ค่อยเย็นควรรีบทำการตรวจเช็ค เพราะอาจจะทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงขึ้น

5. ไม่ควรนำเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ค่าความร้อนสูง เช่น เตารีด หม้อหุงข้าว เครื่องทำน้ำร้อน เป็นต้น มาใช้ในห้องแอร์เพราะจะทำให้แอร์ทำงานหนักโดยใช่เหตุอีกทั้งยังทำให้เปลืองค่าไฟฟ้าอีกด้วย   

จะเห็นได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นถ้าเรารู้จักป้องกัน บำรุงรักษาดูแลอย่างสม่ำเสมอแล้วก็จะทำให้แอร์ของเราใช้งานได้ดี มีอายุการใช้งานที่ยาวนานไม่เกิดปัญหา หรือถ้าหากหลงลืมขาดการดูแล เราเองก็สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหานั้นได้เองโดยไม่ยุ่งยาก หากเกินขีดความสามารถก็อาจจะต้องเรียกใช้บริการช่างแอร์ใกล้บ้าน แต่ถึงอย่างไรก็ตามเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดนั้นมีอันตราย ในการดำเนินการพึงนึกถึงความปลอดภัยเป็นหลัก อย่าประมาท ถ้าไม่มีความชำนาญหรือไม่มีความรู้ควรจะเรียกช่างใกล้บ้านจะเป็นการดีที่สุด

แอร์มิตซู รุ่นไหนดี

อย่างที่รู้กันดีว่า ปัจจุบันแอร์ที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายนั้น มีหลายแบบ หลายรุ่น หลายยี่ห้อ ซึ่งแต่ละแบรนด์ต่างก็ผลิตพัฒนาสินค้าของตัวเองออกมา เพื่อให้ผู้ใช้พึงพอใจเลือกใช้มากที่สุด แอร์มิตซูบิชินับเป็นอีกยี่ห้อหนึ่งที่ผู้ใช้ต่างยอมรับในผลิตภัณฑ์ และนิยมใช้กันมาก วันนี้เราจะมาแนะนำว่ายี่ห้อนี้มีรุ่นใดบ้างที่ดีและเป็นที่นิยมกัน

แอร์Mitsubishi

1.Mitsubishi Electric Mr.slim รุ่น Econo แอร์ R32

-Dual Barrier Coating X3 เคลือบสารในชิ้นส่วนของเครื่องปรับอากาศ เพื่อลดการเกาะติดของฝุ่นและละอองน้ำมันที่ปะปนมาในอากาศ

-Nano Platinum Filter แผ่นกรอง อากาศที่ผสมอนุภาคแพลตินั่มที่มีขนาดเล็กระดับนาโน ช่วยในการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย เชื้อรา และกลิ่นไม่พึ่งประสงค์

-Air Cleanning Filter แผ่นฟอกอากาศไฟฟ้าสถิตย์ดักจับฝุ่นละอองและเชื้อโรค

-Econo Cool ช่วยประหยัดพลังงานเพิ่มขึ้น 20 %

-Powerful Cool เพิ่มพลังการทำความเย็นได้อย่างรวดเร็ว

-Fuzzy Logic ” I FEEL ” Control ระบบควบคุมอุณหภูมิจากความรู้สึก

-Auto Restart ระบบเปิดเครื่องอัตโนมัติหลังเกิดกระแสไฟขัดข้อง

-12 Hour ON/OFF Timer โปรแกรมการตั้งเวลาเปิด หรือ ปิด ล่วงหน้า 12 ชั่วโมง

2.แอร์ Mitsubishi Electric Mr.Slim รุ่น Standard Inverter (JR Series) R32

เย็นไกลทั่วห้อง เย็นฉ่ำทั่วบ้าน JR Series ขนาด 34,800 BTU. มาตรฐานการประหยัดพลังงาน พร้อมความเย็นสบายที่ใครก็สัมผัสได้ เครื่องปรับอากาสระบบอินเวอร์เตอร์ คุ้มค่า ประหยัดพลังงาน พร้อมเทคโนโลยีความเย็นครบครัน Inverter ระบบประหยัดพลังงานสูงสุดด้วยด้วยการลดรอบของคอมเพรสเซอร์ให้อุณหภูมิเย็นสบายแม่นยำ

    – Fast Cooling เพื่อปรับอุณหภูมิให้เย็นลงอย่างรวดเร็ว

    – Sleep Mode เทคโนโลยีเพื่อการนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่

    – Dual Barrier CoatingX3 เคลือบสารในชิ้นส่วนของเครื่องปรับอากาศ เพื่อลดการเกาะติดของฝุ่นและละอองน้ำมันที่ปะปนมาในอากาศ

    – Nano Platinum Filter แผ่นกรอง อากาศที่ผสมอนุภาคแพลตินั่มที่มีขนาดเล็กระดับนาโน ช่วยในการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย เชื้อรา และกลิ่นไม่พึ่งประสงค์

    – PM 2.5 เทคโนโลยีเพื่ออากาศสะอาด ช่วยกรองและตรวจจับสิ่งเจือปนอนุภาคขนาดเล็ก 2.5 ไมครอนในอากาศด้วยประจุไฟฟ้า (อุปกรณ์เสริม)

   – Auto Vane Control กำหนดทิศทางลมได้ดั่งใจ

   – Long Air Flow ส่งลมไกลได้ถึง 12 เมตร

   – Error Code ตรวจสอบอาการผิดปกติของเครื่องปรับอากาศได้ด้วยตัวเองง่ายๆเพียงกดปุ่ม

   – 24 Hour ON/OFF Timer โปรแกรมการตั้งเวลาเปิด – ปิด ล่วงหน้า 24 ชั่วโมง

   – สารทำความเย็น R32 เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายชั้นบรรยากาศ ลดภาวะเรือนกระจก

   – รับประกัน คอมเพรสเซอร์ 5 ปี แผงคอยล์เย็นและแผงคอยล์ร้อน 3 ปี อะไหล่ภายในเครื่อง 1 ปี

3.แอร์ Mitsubishi Electric Mr.Slim รุ่น Happy Inverter (KT Series) R32

    -Inverter ระบบประหยัดพลังงานสูงสุดด้วยด้วยการลดรอบของคอมเพรสเซอร์ให้อุณหภูมิเย็นสบายแม่นยำ

    -Fast Cooling เพื่อปรับอุณหภูมิให้เย็นลงอย่างรวดเร็ว

    -ERROR CODE ตรวจสอบอาการผิดปกติของเครื่องปรับอากาศได้ด้วยตัวเองง่ายๆ

   -Nano Platinum Filter แผ่นกรอง อากาศที่ผสมอนุภาคแพลตินั่มที่มีขนาดเล็กระดับนาโน ช่วยในการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย เชื้อรา และกลิ่นไม่พึ่งประสงค์

    -Auto Restart ระบบเปิดเครื่องอัตโนมัติหลังเกิดกระแสไฟขัดข้อง

    -12 Hour ON/OFF Timer โปรแกรมการตั้งเวลาเปิด หรือ ปิด ล่วงหน้า 12 ชั่วโมง

    -สารทำความเย็น R32 สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายโอโซนในชั้นบรรยากาศโลก

    -รับประกัน คอมเพรสเซอร์ 5 ปี แผงคอยล์เย็นและแผงคอยล์ร้อน 3 ปี อะไหล่ภายในเครื่อง 1 ปี

4.แอร์ Mitsubishi Electric Mr.Slim รุ่น Standard Inverter(JS Series) R32

     -Fast Cooling เทคโนโลยีเพื่อความเย็นเร็ว ลดอุณหภูมิลงอย่างรวดเร็ว และกลับสู่โหมดปกหลังจาก 15 นาที

     -Sleep Mode ควบคุมอุณหภูมิในห้อง โดยปรับลดอุณหภูมิลงเล็กน้อย และกลับสู่โหมดปกหลังจาก 110 นาที

     -Inverter ระบบประหยัดพลังงานสูงสุดด้วยด้วยการลดรอบของคอมเพรสเซอร์ให้อุณหภูมิเย็นสบายแม่นยำ

    -Dual Barrier Coating X3 เคลือบสารในชิ้นส่วนของเครื่องปรับอากาศ เพื่อลดการเกาะติดของฝุ่น

    -Nano Platinum Filter แผ่นกรอง ช่วยในการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย เชื้อรา และกลิ่นไม่พึ่งประสงค์

     -PM 2.5 เทคโนโลยีเพื่ออากาศสะอาด ช่วยตรวจจับสิ่งเจือปนขนาดเล็ก 2.5 ไมครอนในอากาศด้วยประจุไฟฟ้า (อุปกรณ์เสริม)

     -Smart Condenser ทนทานประหยัดพลังงานคอยล์ร้อนใหม่ พัฒนาและออกแบบเป็นพิเศษ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ

     -Error Code ตรวจสอบอาการผิดปกติของเครื่องปรับอากาศได้ด้วยตัวเองง่ายๆ เพียงกดปุ่ม

     -Max PCB สามารถทนต่อแรงดันไฟฟ้าสูงสุด 450 v. และทำงานได้อย่างราบรื่นในช่วงกระแสไฟฟ้าตั้งแต่ 198-264 v. พร้อมเคลือบสารพิเศษป้องกันความชื้นและแมลง

5.แอร์ Mitsubishi Electric Mr.Slim รุ่น Super Inverter(GT Series) R32

     -Fast Cooling เทคโนโลยีเพื่อความเย็นเร็ว ภายในปุ่มเดียว ซึ่งไม่ใช่เพียงปรับความเร็วพัดลม แต่เป็นการปรับรอบการทำงานของคอมเพรสเซอร์ ช่วยลดอุณหภูมิลงอย่างรวดเร็ว และกลับสู่โหมดปกหลังจาก 15 นาที

    -Sleep Mode เทคโนโลยีเพื่อการนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ ควบคุมอุณหภูมิในห้องนอนของคุณ โดยปรับลดอุณหภูมิลงเล็กน้อย และกลับสู่โหมดปกหลังจาก 110 นาที

    -Inverter ระบบประหยัดพลังงานสูงสุดด้วยด้วยการลดรอบของคอมเพรสเซอร์ให้อุณหภูมิเย็นสบายแม่นยำ

     -Dual Barrier Coating X3 เคลือบสารในชิ้นส่วนของเครื่องปรับอากาศ เพื่อลดการเกาะติดของฝุ่นและละอองน้ำมันที่ปะปนมาในอากาศ

     -Nano Platinum Filter แผ่นกรอง อากาศที่ผสมอนุภาคแพลทตินั่มที่มีขนาดเล็กระดับนาโน ช่วยในการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย เชื้อรา และกลิ่นไม่พึ่งประสงค์

      -PM 2.5 เทคโนโลยีเพื่ออากาศสะอาด ช่วยกรองและตรวจจับสิ่งเจือปนอนุภาคขนาดเล็ก 2.5 ไมครอนในอากาศด้วยประจุไฟฟ้า

      -Electrostatic Anti-Allergen Enzyme Filter แผ่นฟอกอากาศที่มีเอ็นไซม์ต้านสารก่อภูมิแพ้แบบไฟฟ้าสถิตย์

     -I Save Mode โหมดตั้งอุณหภูมิสำรองสะดวกรวดเร็วไม่ต้องกดรีโมทคอนโทรลบ่อยครั้ง

     -Silent Mode ทำงานเงียบที่สุดเพียง 18 เดซิเบล

     -24 Hour ON/OFF Timer โปรแกรมการตั้งเวลาเปิด – ปิด ล่วงหน้า 24 ชั่วโมง

6.แอร์ Mitsubishi Electric Mr.Slim รุ่น Flexy Type(ตั้งแขวน) R410

อีกความสบายที่ปรับเปลี่ยนได้ตามดีไซน์ แอร์ Mitsubishi-Flexy-Type แอร์มิตซูบิชิแบบตั้งพื้น-แขวนใต้ฝ้าเพดาน MCF-GN ให้คุณเลือกตกแต่งห้องได้สวยงามในแบบที่คุณจินตนาการไว้ ปรับเปลี่ยนได้ ทั้งตั้งพื้นและแขวนเพดาน มีระบบ ON-OFF TIMER ตั้งเวลาเปิด-ปิดเครื่องได้ถึง 24 ชม. AUTO RESTART ระบบเริ่มทำงานใหม่อัตโนมัติหลังเกิดกระแสไฟขัดข้อง

มีระบบกระจายลมขึ้น-ลง อัตโนมัติ กระจายลมเย็นดุจธรรมชาติ Swing Mode แอร์มิตซูบิชิ มิสเตอร์สลิม Mitsubishi Mr.Slim แบบตั้งพื้นหรือแขวนเพดาน FLEXY TYPE MCF-GN SERIES ขนาด 12,624 16,378 21,154 BTU น้ำยา R-410A ชุดควบคุมอุณหภูมิห้องเป็นแบบไร้สาย – Microprocessor Control แผ่นฟอกอากาศไฟฟ้าสถิตย์ดักจับฝุ่นละออง เชื้อโรค และแผ่นกำจัดกลิ่น

มีระบบป้องกัน แอร์เสียหายกรณีไฟตก-เกิน Emergency Protection Circuit แอร์Mitsubishi Electric Mr.Slim ตั้ง/แขวน รุ่น MCF-GN(12-24)VA (Flexi Type) พร้อมความเย็นสบายด้วยความรู้สึกของตัวคุณเอง ที่ควบคุมความเย็นสบาย อย่างแม่นยำที่สุด Fuzzy Logic “I Feel Control”

      -Fuzzy Logic” I FEEL ” Control ระบบควบคุมอุณหภูมิจากความรู้สึก

      -Swing Mode กระจายลมเย็นดุจธรรมชาติ

      -Auto Restart ระบบเปิดเครื่องอัตโนมัติหลังเกิดกระแสไฟขัดข้อง

      -24 Hour ON/OFF Timer โปรแกรมการตั้งเวลาเปิด – ปิด ล่วงหน้า 24 ชั่วโมง

 – รับประกัน คอมเพรสเซอร์ 5 ปี แผงคอยล์เย็นและแผงคอยล์ร้อน 3 ปี อะไหล่ภายในเครื่อง 1 ปี                         -สารทำความเย็น R410A ไม่มีส่วนผสมของสาร CFC จึงไม่ทำลายชั้นบรรยากาศ

7.แอร์ Mitsubishi Electric Mr.Slim รุ่น Eco Eye inverter XT Series 2021

      XT series กับระบบ Eco Eye Inverter เทคโนโลยีที่ต้องนำความสบายมาในชีวิต ด้วยเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวของอุณหภูมิภายในห้อง เพื่อลดการใช้พลังงานเกินความจำเป็นในกรณีผู้ใช้งานไม่อยู่ในห้องเป็นเวลานาน ๆ

     -Auto save เมื่อเซ็นเซอร์ตรวจพบกว่าไม่มีการเคลื่อนไหวของบุคคลภายในระยะเวลา 20 นาที เครื่องปรับอากาศจะปรับเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงาน

     -Auto on เมื่อมีคนกลับเข้ามาในห้อง เครื่องปรับอากาศจะเปิดอัตโนมัติโดยไม่ต้องกดรีโมท

     -Inverter ระบบประหยัดพลังงานสูงสุดด้วยด้วยการลดรอบของคอมเพรสเซอร์ให้อุณหภูมิเย็นสบายแม่นยำ

      -Fast Cooling เพื่อปรับอุณหภูมิให้เย็นลงอย่างรวดเร็ว

      -Long Air flow ส่งลมไกลสูงสุด 12 เมตร

     -Quiet Mode ทำงานเงียบสูงสุด 18 db.

     -Sleep Mode เทคโนโลยีเพื่อการนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่

     -Dual Barrier Coating X3 เคลือบสารในชิ้นส่วนของเครื่องปรับอากาศ เพื่อลดการเกาะติดของฝุ่นและละอองน้ำมันที่ปะปนมาในอากาศ

       -Nano Platinum Filter แผ่นกรอง อากาศที่ผสมอนุภาคแพลตินั่มที่มีขนาดเล็กระดับนาโน ช่วยในการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย เชื้อรา และกลิ่นไม่พึ่งประสงค์

       -PM2.5 เทคโนโลยีเพื่ออากาศสะอาด ช่วยกรองและตรวจจับสิ่งเจือปนอนุภาคขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน ในอากาศด้วยประจุไฟฟ้า

      -Auto Vane Control กำหนดทิศทางลมได้ดั่งใจ

      -Error Code ตรวจสอบอาการผิดปกติของเครื่องปรับอากาศได้ด้วยตัวเองง่ายๆเพียงกดปุ่ม

     -24 Hour ON/OFF Timer โปรแกรมการตั้งเวลาเปิด – ปิด ล่วงหน้า 24 ชั่วโมง

     -สารทำความเย็น R32 เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายชั้นบรรยากาศ ลดภาวะเรือนกระจก

8. Mitsubishi  Super Inverter (MSY-GT18VF)

    – Inverter ระบบประหยัดพลังงานสูงสุดด้วยด้วยการลดรอบของคอมเพรสเซอร์ให้อุณหภูมิเย็นสบายแม่นยำ

    – Fast Cooling เพื่อปรับอุณหภูมิให้เย็นลงอย่างรวดเร็ว

    – Sleep Mode เทคโนโลยีเพื่อการนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่

    – Dual Barrier CoatingX3 เคลือบสารในชิ้นส่วนของเครื่องปรับอากาศ เพื่อลดการเกาะติดของฝุ่นและละอองน้ำมันที่ปะปนมาในอากาศ

    – Nano Platinum Filter แผ่นกรอง อากาศที่ผสมอนุภาคแพลตินั่มที่มีขนาดเล็กระดับนาโน ช่วยในการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบลทีเรีย เชื้อรา และกลิ่นไม่พึ่งประสงค์

    – PM 2.5 เทคโนโลยีเพื่ออากาศสะอาด ช่วยกรองและตรวจจับสิ่งเจือปนอนุภาคขนาดเล็ก 2.5 ไมครอนในอากาศด้วยประจุไฟฟ้า

    – Quiet Mode ทำงานเสียงเงียบสุด 27 dB.

    – Auto Vene Control กำหนดทิศทางลมได้ตามต้องการ

    – Long Air Flow ส่งลมไกลสูงสุด 12 เมตร

    – ERROR CODE ง่ายต่อการเซ็คอาการเสีย

    – 24 Hour ON/OFF Timer โปรแกรมการตั้งเวลาเปิด – ปิด ล่วงหน้า 24 ชั่วโมง

    – สารทำความเย็น R32 เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายชั้นบรรยากาศ ลดภาวะเรือนกระจก

    – รับประกัน คอมเพรสเซอร์ 5 ปี แผงคอล์ยเย็นและแผงคอล์ยร้อน 3 ปี อะไหล่ภายในเครื่อง 1 ปี

9. Mitsubishi ECO EYE INVERTER (MSY-XT013VF)

    – Inverter ระบบประหยัดพลังงานสูงสุดด้วยด้วยการลดรอบของคอมเพรสเซอร์ให้อุณหภูมิเย็นสบายแม่นยำ

    – Eco Eye Sensor เซ็นเซอร์อัจฉริยะเพื่อการประหยัดพลังงานสูงสุด

    – Fast Cooling เพื่อปรับอุณหภูมิให้เย็นลงอย่างรวดเร็ว

    – Sleep Mode เทคโนโลยีเพื่อการนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่

    – Dual Barrier CoatingX3 เคลือบสารในชิ้นส่วนของเครื่องปรับอากาศ เพื่อลดการเกาะติดของฝุ่นและละอองน้ำมันที่ปะปนมาในอากาศ

    – Auto Vane Control กำหนดทิศทางลมได้ตามต้องการ

    – Long Air Flow ส่งลมไกลสูงสุด 12 เมตร

   – Nano Platinum Filter แผ่นกรอง อากาศที่ผสมอนุภาคแพลตินั่มที่มีขนาดเล็กระดับนาโน ช่วยในการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย เชื้อรา และกลิ่นไม่พึ่งประสงค์

    – PM 2.5 เทคโนโลยีเพื่ออากาศสะอาด ช่วยกรองและตรวจจับสิ่งเจือปนอนุภาคขนาดเล็ก 2.5 ไมครอนในอากาศด้วยประจุไฟฟ้า

    – Quiet Mode ทำงานเสียงเงียบสุด 19 dB.

    – 24 Hour ON/OFF Timer โปรแกรมการตั้งเวลาเปิด – ปิด ล่วงหน้า 24 ชั่วโมง

   – ERROR CODE ง่ายต่อการเซ็คอาการเสีย

    – สารทำความเย็น R32 เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายชั้นบรรยากาศ ลดภาวะเรือนกระจก

    – รับประกัน คอมเพรสเซอร์ 5 ปี แผงคอยล์เย็นและแผงคอยล์ร้อน 3 ปี อะไหล่ภายในเครื่อง 1 ปี

10. Mitsubishi 3D Move Eye Human Sensor (MSZ-LN09VF (R/B/V)

   – Inverter ระบบประหยัดพลังงานสูงสุดด้วยด้วยการลดรอบของคอมเพรสเซอร์ให้อุณหภูมิเย็นสบายแม่นยำ PAMControl & PWM Control 2 เทคโนโลยี่แห่งการควบคุม

   – 3D Move Eye Human Sensor เซ็นเซอร์ตรวจจับอุณหภูมิและการเคลื่อนไหว เพื่อหาตำแหน่งของมนุษย์พร้อมทั้งส่งลมเย็นไปยังตัวบุคคลโดยอัตโนมัติ

   – Variable Air Flow ระบบส่งกระแสลมไปทางด้านซ้ายและขวา พร้อมกัน

   – Absence Detection ระบบการตรวจจับตัวบุคคล

    – Dual Barrier Coating เคลือบสารในชิ้นส่วนของเครื่องปรับอากาศ เพื่อลดการเกาะติดของฝุ่นและละอองน้ำมันที่ปะปนมาในอากาศ

    – Plasma Quad Plus  ระบบฟอกอากาศ 6 พลังประสิทธิภาพ  เพิ่มประสิทธิภาพการกำจัดอนุภาคที่มีขนาดเล็กถึง 2.5 PM

    – Indirect /direct ระบบปรับทิศทางการส่งลมเย็น

    – Auto Off ระบบปิดเครื่องอัตโนมัติ เมื่อไม่มีคนอยู่ในห้อง

    – Night Mode ปรับระดับเสียงลดลง 3dB.ให้เหมาะสมกับการพักผ่อน

     – i Save Mode โหมดการบันทึกการทำงานจากการตั้งค่าของอุณหภูมิเพื่อช่วยประหยัดพลังงาน

      – Cooling /Heating สามารถให้ทั้งความเย็นและความอบอุ่นในเครื่องเดียวกัน จึงทำให้รู้สึกสบายได้ในทุกฤดูกาล

     – สารทำความเย็น R32 เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายชั้นบรรยากาศ ลดภาวะเรือนกระจก

      – รับประกัน คอมเพรสเซอร์ 5 ปี แผงคอยล์เย็นและแผงคอยล์ร้อน 3 ปี อะไหล่ภายในเครื่อง 1 ปี

เป็นไงกันบ้าง คงจะถูกใจโดนใจกับสุดยอดของแอร์มิตซูบิชิ แอร์ที่คนนิยมเลือกนำมาใช้งานเป็นลำดับต้น ๆ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพและความทนทาน ใช้งานได้ดี กันบ้างแล้วใช่ไหม แต่ถึงกระนั้นแอร์ที่ว่าทนทานและดี แต่หากขาดการดูแลเอาใจใส่ ก็อาจจะพังหรือชำรุดเสียหายได้เช่นกัน ฉะนั้นเมื่อใช้งานแล้วก็ควรหมั่นดูแลด้วยจะได้มีแอร์ใช้ไปนาน ๆ ประหยัดค่าใช้จ่ายและเงินในกระเป๋าได้ด้วย